งานจัดระบบพรรคใหม่โดยเปลี่ยนจากพรรคปฏิวัติสาธารณรัฐจีน มาเป็นพรรคประชาชนจีน ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ๑๙๒๓ และสำเร็จลุล่วงได้ในปี ๑๙๒๔ นั้น เป็นผลการขยายอิทธิพลของการปฏิวัติสหภาพโซเวียต ปี ๑๙๑๗ และชนชั้นปัญญาชนซึ่งมีศูนย์รวมอยู่ที่นักเรียนและนักศึกษา
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การปฏิรูปภายใต้การนำของชาวแมนจู สามขบวน
ขบวนการปฏิรูปนั้นอาจแบ่งได้เป็น สามระลอก ระลอกแรกนำโดย คังอิ่วหวุย ภายใต้ความอุปถัมภ์ของจักรพรรดิหนุ่ม กวางซวี่ ผู้ซึ่งพยายามจะปลดแอกจากการบงการของพระราชชนนี ฉือซี เพื่อกอบกู้ประเทศของตน ในปี ๑๘๙๘ คังอิ่วหวุยได้สามารถชักจูงกให้จักรพรรคิด กวาง ซวี่ ออกพระบรมราชโองการเกี่ยวกับการปฏิรูปในทางการบริหารและการศึกษามากมาย การปฏิรูปภายใต้การนำของคังได้ดำเนินการคึกคักไปได้ ๓ เดือนเศษ ก็ต้องถูกพวกถอยหลังเข้าคลองทำลายโครงการตามพระบรมราชโองการนั้นหมดสิ้น การปฏิรูปนำโดยคังนี้ต่อมาได้รับขนานนามว่า “การปฏิรูปร้อยวัน” (Hundred days Reform)
การปฏิรูปตามแผนการของคังนั้นมีขอบเขตอย่างกว้างขวาง เริ่มตั้งแต่กลางปี ๑๘๙๘ คังและพรรคพวกได้เริ่มประกาศยกเลิกองค์การบริหารที่ไร้ประโยชน์เสียสิ้น กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดราชการทหารแห่งชาติได้รับการแก้ไขให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ระบบการสอบแข่งขันข้าราชการพลเรือนได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ในด้านวิชาการสมัยใหม่เข้ารับราชการ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งราชมหาวิทยาลัย ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะให้มีการสอนศิลปะและวิชาการของฝ่ายตะวันตก นอกจากนั้น คังได้สนับสนุนการพัฒนาการค้า การอุตสาหกรรม การคมนาคม และกระชับสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศให้ดีขึ้น พิจารณาดูตามแผนการแล้วก็เหมาะสมกับเหตุการณ์อยู่มาก ถ้าหากได้มีการปฏิบัติจริงจังจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการบริหาร และอาจจะเป็นการต่ออายุของราชวงศ์แมนจูต่อไปอีก แต่พวกถอยหลังเข้าคลองในพระราชสำนักแมนจู ภายใต้ปลายนิ้วมือของพระราชชนนี ฉือซี ได้เข้ายึดอำนาจ คนชั้นนำในการปฏิรูปหลายคนได้ถูกสังหาร คังอิ่วหวุยและเหลียงฉี่เชาได้หนีเอาชีวิตรอดไปอยู่ญี่ปุ่น จักรพรรดิ กวาง ซวี่ ถูกจับเข้าที่จำขัง หยุ่งลู่และหยวนซื่อไข่ ผู้มีความดีความชอบในการยึดอำนาจได้เป็นกำลังในรัฐบาลภายใต้ปลายนิ้วมือของพระราชชนนี ฉือซี อีกต่อไป
เมื่อพวกปฏิรูปถูกกำจัดไป และเมื่อกบฏมวย (Boxer Rebellion, 1900) ได้แสดงความบ้าบิ่นต่อชาวโลกจนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า จีนไม่อาจจะขับไล่ผู้รุกรานออกไปจากผืนแผ่นดินโดยพละกำลังได้แล้ว พวกถอยหลังเข้าคลองเองก็จำต้องมาตั้งต้นดำเนินการปฏิรูปใหม่ แต่เป็นที่เห็นได้ว่า พวกนี้กระทำไปเพื่อที่จะรักษาอำนาจของตนเท่านั้น โดยมุ่งหวังว่าการกระทำของตนจะเป็นการลดเพลาน้ำเสียงเรียกร้องการปฏิวัติ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลแมนจูที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ พวกนี้ไม่ได้ส่อให้เห็นว่าจะสามารถพาประเทศจีนให้ก้าวไปข้างหน้าได้เลย ถ้าจะพิจารณาทั้งในด้านสติปัญญาและน้ำใจของผู้นำ
กระแสคลื่นก่อการปฏิรูปครั้งที่ ๒ ได้เริ่มขึ้นในปี ๑๙๐๑ หลังจากที่มหาอำนาจตะวันตก รวมทั้งญี่ปุ่น ได้ช่วยกันทำลายและเผาผลาญพระราชวังและห้องสมุดของราชวงศ์แมนจู และจีนต้องถูกชดใช้กรรมของการกระทำตามเคยแล้ว พระราชชนนี ฉือซี ก็ได้ชี้มือให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระนางจัดการพัฒนาประเทศตามแบบตะวันตกต่อไป ระบบการสอบแข่งขันข้าราชการที่ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานแล้วก็ได้สั่งยกเลิก แผนการส่งนักเรียนไปเรียนต่างประเทศก็ได้เริ่มขึ้น ซึ่งส่วนมากไปเรียนที่ญี่ปุ่น ขั้นต่อไปก็มีการจัดตั้งโรงเรียนสมัยใหม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปแบบเฉื่อยชาเช่นนี้หามีผลสั่นคลอนโครงร่างอันมั่นคงของสังคมจีนได้ไม่ ในทางตรงกันข้าม เป็นการเพิ่มกำลังให้แก่ฝ่ายก่อการปฏิวัติ ซึ่งในขณะนั้นซุนยัดเซ็นได้ผุดขึ้นมาเป็นผู้นำของขบวนการปฏิวัติภายนอกผืนแผ่นดินจีนแล้ว แม้ว่าพระราชสำนักจีนจะได้พยายามส่งผู้คนไปกำจัดซุน แต่เขาก็สามารถปรากฏตัวและดำดินได้ถูกจังหวัดรอดพ้นมาได้ราวกับปาฏิหาริย์
การปฏิรูปสมัยแมนจูเป็นคลื่นระลอกที่สาม
ญี่ปุ่นชนะรัสเซีย ในสงครามรุสเซีย – ญี่ปุ่น ปี ๑๙๐๔ – ๑๙๐๕ เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดกระแสคลื่นลูกใหม่ไปกระทบพระราชสำนักแมนจู เช่นเดียวกับการปฏิรูปครั้งก่อนที่จะต้องมีกำลังภายนอกมาผลักดัน ความคิดที่จะก่อการปฏิรูปจึงจะเกิดขึ้น และขบวนการปฏิรูปก็มีอยู่ได้ไม่ยั่งยืน และต้องสูญสลายไปด้วยเหตุต่าง ๆ กัน การปฏิรูปครั้งนี้นับเป็นความพยายามของ พระราชชนนี ฉือซี ครั้งสุดท้าย ก่อนที่พระนางจะได้หายไปจากเวทีการเมืองด้วยเหตุชราภาพ ในปี ๑๙๐๘ ผู้นำในการปฏิรูปครั้งนี้มิได้แตกต่างไปจากคราวที่แล้วในส่วนตัวบุคคลเท่าไรนัก แต่ในด้าวความคิด ปรากฏว่า พวกนี้เริ่มมองเห็นความดีของสังคมและสถาบันตะวันตกมากขึ้น กล่าวโดยเฉพาะก็คือ เขาเห็นว่าการมีรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางปกครองประเทศ เป็นพลังทำให้ญี่ปุ่นเอาชนะการปกครองแบบเผด็จการของรุสเซียได้
กล่าวโดยสรุป การปฏิรูปโดยพระราชสำนักแมนจูในปี ๑๙๐๕ – ๑๙๑๑ มีสาระที่สำคัญ คือ การจัดร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีการดำเนินการโดยย่อดังนี้
(๑) ในด้านค้นคว้า รัฐบาลได้ส่งคนออกไปดูงานเกี่ยวกับรัฐบาลตามระบอบรัฐธรรมนูญในต่างประเทศ ๒ คณะ ในปี ๑๙๐๕ และ ๑๙๐๗ ชุดแรก ประกอบด้วย ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ แหล่งดูงานของกรรมการคณะนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ ในยุโรป พวกนี้มีความเลื่อมใสในระบอบรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นมากที่สุด ส่วนคณะที่ ๒ นั้นประกอบด้วย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่น้อยกว่าชุดแรก และประเทศที่พวกนี้ได้ผ่านการดูงานก็จำกัดเฉพาะ ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน เช่นเดียวกันพวกนี้ให้ความเห็นว่า ระบอบรัฐธรรมนูญตามที่ใช้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น และรัฐธรรมนูญรัสเซียเท่านั้นที่เหมาะสมกับสังคมจีนที่สุด
(๒) จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ในปี ๑๙๐๕ เพื่อเป็นองค์การสำหรับเตรียมการร่างกฎหมายและรัฐธรรมนูญ นับว่าเป็นการเลียนแบบญี่ปุ่นในการจัดร่างรัฐธรรมนูญเมย์จิ
(๓) ได้ปรับปรุงหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง ในปี ๑๙๐๖ และ ๑๙๑๑ ตามแบบแผนตะวันตก ในการปรับปรุงหน่วยราชการบริหารส่วนกลางเป็นครั้งแรกนั้น มิได้มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแต่ประการใด กระทรวงทั้ง ๖ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังนั้นได้เปลี่ยนเป็น ๑๐ กระทรวง และบางกระทรวง ตำแหน่งได้เปลี่ยนชื่อไป แต่พนักงานและตัวรัฐมนตรียังคงใช้คนจำพวกเดิม พวกแมนจูยังคงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในองค์การรัฐบาล ส่วนการปรับปรุงครั้งที่ ๒ นั้นมีลักษณะก้าวไปไกลกว่าครั้งแรก แต่เป็นการล่าช้าเกินไปที่จะยับยั้งกำลังฝ่ายปฏิวัติได้
(๔) ได้ประกาศใช้หลักการรัฐธรรมนูญในปี ๑๙๐๘ โดยให้สัญญาว่า จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรในปี ๑๙๑๖ ต่อมาได้ประกาศสัญญาว่าจะประกาศใช้ในปลายปี ๑๙๑๓
หลังจากถูกกดดันโดยขบวนก่อการปฏิวัติในปี ๑๙๑๑ พระราชสำนักได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วย ๑๙ มาตรา ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดให้จัดตั้งรัฐบาลในระบบรัฐสภา โดยให้จัดตั้งรัฐสภาขึ้นอย่างรีบด่วน เพื่อจะผูกใจประชาชนและตัดกำลังฝ่ายปฏิวัติ หยวนซื่อไข่ได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น และหยวนได้ใช้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีนี่เองเป็นเครื่องต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติ
(๕) การประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้ง และการจัดตั้งสภาส่วนจังหวัดและสภาแห่งชาติหลายฉบับในปี ๑๙๐๘ – ๑๙๑๑ สิทธิของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วยสภา ส่วนจังหวัดนั้นจำกัดอยู่แต่ในวงแคบ คุณสมบัติที่สำคัญของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะต้องเป็นผู้ได้รับการศึกษาหรือมีหลักทรัพย์หรือเป็นข้าราชการเป็นต้น อำนาจของสภาจังหวัดก็อยู่ในวงแคบมาก ข้าหลวงตรวจการและผู้ว่าราชการมณฑลมีสิทธิที่จะเสนอดความเห็นไปยังรัฐบาลกลางให้มีการยุบสภาได้ เมื่อตอนที่ราชบัลลังก์ถูกโค่นล้มนั้น ปรากฏว่าได้มีสภาตามกฎหมายว่าด้วยการนี้ตั้งขึ้นรวม ๑๗ จังหวัด
สภาแห่งชาติได้มีการประชุมครั้งแรกในเดือนตุลาคม ๑๙๑๐ สภานี้ประกอบด้วย สมาชิกทั้งหมด ๒๐๐ คน ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกสภาจังหวัดและโดยสภาจังหวัด อีกครึ่งหนึ่งได้รับเลือกตั้งจากพระมหาจักรพรรดิ จากขุนนางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านความรู้เป็นพิเศษและผู้ที่เสียภาษีมากเป็นพิเศษ สภาแห่งชาติมีอำนาจในการออกกฎหมายและควบคุมงบประมาณแผ่นดิน ภายใต้การแซงค์ชั่นของจักรพรรดิ ในปีแรกรัฐบาลมิได้ยึดถือกฎหมายทั่วไปและกฎหมายงบประมาณเป็นหลักในการปฏิบัติราชการแต่ประการใด แต่ในวินาทีที่คณะปฏิวัติกำลังจะบรรลุถึงซึ่งความสำเร็จนั้น ปรากฏว่ารัฐสภาเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น
การปฏิรูปครั้งนี้ รัฐบาลแมนจูเลียนแบบรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลปรัสเซีย โดยหวังที่จะกำอำนาจไว้ในกลุ่มพรรคพวกของตัว แตกต่างกับหลักการประชาธิปไตยตามความเข้าใจของชาวตะวันตก พระมหาจักรพรรดิของจีนยังคงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งรัฐเช่นเดียวกับหลักการในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นและรัฐบาลปรัสเซียในสมัยนั้น นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้พยายามรวมอำนาจการบริหารพลเรือนและการทหารซึ่งไม่อาจแบ่งแยกกันได้อย่างเด็ดขาด และมีฐานะอยู่ค่อนข้างอิสระจากรัฐบาลกลางนั้นมาอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรพรรดิ การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แม้จะถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน สิทธิเลือกตั้งของประชาชนก็ได้จำกัดอยู่ในชนส่วนน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อจำกัดในเรื่องทรัพย์สินนั้นนับวาได้ตัดสิทธิของคนเป็นจำนวนมาก แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นคนมีความรู้พอสมควรก็ตาม หลักการนี้ก็อาจกล่าวได้ว่า หลักตาลอกแบบมาจากญี่ปุ่นและปรัสเซียเช่นเดียวกัน ในการเลือกตั้งสภาจังหวัดครั้งแรก ปี ๑๙๐๙ ปรากฏว่าในมณฑล ซันตุงมีชายผู้มีสิทธิออกเสียงเพียง ๑๑๙,๕๔๙ คน ในจำนวนพลเมืองทั้งหมด ๓๘,๐๐๐,๐๐ คน ในมณฑลหูเป่ย ๑๑๓,๒๓๓ คน ในจำนวนพลเมืองทั้งหมด ๓๔,๐๐๐,๐๐๐ คน
ตามที่กล่าวมาแล้วอาจจะทำให้เราคาดคะเนว่า ถ้าหากปล่อยให้รัฐบาลแมนจูดำเนินการต่อไปโดยไม่มีการปฏิวัติ ประเทศจีนอาจจะเจริญก้าวหน้าไปในแนวเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและปรัสเซียได้ แม้ว่าสมมติฐานข้อนี้อาจจะเป็นไปได้ แต่การรักษาฐานความเป็นเจ้าเหนือหัวของราชวงศ์แมนจูนั้นเป็นการยาก นั่นก็คือเป็นปัญหาของจีน โดยเฉพาะที่ยังมีการแบ่งเป็นจีนแท้และชาวแมนจู แมนจูซึ่งเป็นคนส่วนน้อยยังพยายามจะหวงอำนาจไว้ให้แก่พวกของตัวราชการบริหารภายหลังการปฏิรูปเปลี่ยนระบบความมีฐานะเท่าเทียมกัน ระหว่างคนจีนและคนแมนจู มาให้ความลำเอียงแก่คนแมนจู ในตำแหน่งรัฐมนตรี ๑๓ ตำแหน่ง ให้คนจีนได้รับเพียง ๕ ตำแหน่ง การปฏิรูปทางการบริหารจึงอาจถือได้ว่าเป็นชัยชนะของชาวแมนจู แต่เป็นการพ่ายแพ้ของ คนจีน จึงเป็นการยกที่จะให้ชาวจีนซึ่งมีจำนวนท่วมท้นนั้นสนับสนุนรัฐบาลปฏิรูปต่อไป ความจริงการปฏิรูปโดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาอำนาจต่อไปเช่นนี้ ในระหว่างที่ชาวจีนกำลังก่อหวอดปฏิวัติอยู่ทั่วไปนั้น เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลที่ไม่พยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อดึงดูดความจงรักภักดีจากประชาชน การปฏิบัติของรัฐบาล ในการปฏิรูปจึงส่งเสริมกำลังให้ฝ่ายปฏิวัติเข้มแข็งขึ้น
การปฏิวัติกับการปฏิรูป
เมื่อคณะก่อการปฏิวัติได้มีโครงการและองค์การดำเนินงานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การโต้คารม (สงครามปากกา) กันระหว่างกลุ่มนิยมการปฏิรูปกับกลุ่มสนับสนุนญี่ปุ่น ฮ่องกง ฮาวาย ซานฟรานซิสโก ล้วนแต่มีหนังสือพิมพ์ปากเสียงของ ๒ คณะโต้แย้งซึ่งกันและกัน ฝ่ายนิยมการปฏิรูปแม้จะมีเหลียงซึ่งเป็นนักเขียนชั้นหนึ่งของประเทศจีนในขณะนั้นเป็นผู้อุปถัมภ์ แต่เหลียงเองมีจิตใจไม่แน่วแน่ที่จะสนับสนุนราชวงศ์แมนจูดังคัง อีกประการหนึ่งความเสื่อมโทรมของราชวงศ์แมนจูเป็นการยากที่จะให้เขา เสาะแสวงข้อดีของระบบพระมหากษัตริย์มาขักจูงใจผู้อ่านได้ นอกจากนั้นการใช้กำลังเข้าปฏิบัติการของพวก ก่อการปฏิวัติโดยการก่อการกบฏขึ้นเนือง ๆ ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่พวกก่อการปฏิวัติได้ พวกก่อการปฏิวัติได้พยายามแทรกแซงเข้าไปในหน่วยทหารของรัฐบาลแมนจูด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทหารตามแผนใหม่ ซึ่งนายทหารมักแต่งตั้งมาจากนักเรียนทหารที่จบจากญี่ปุ่น
การปฏิวัติ สิบ ตุลาคม
นับตั้งแต่ซุนเริ่มก่อการปฏิวัติเป็นต้นมา กบฏได้เกิดขึ้นชุกชุมในตอนใต้ ของประเทศจีน เมื่อจักรพรรดิกวางซวี่และพระราชชนนีฉือซีสวรรคตแล้ว ผู้สืบราชสมบัติต่อ ณ เมืองปักกิ่งย่อมสะดุ้งสะเทือนต่อสถานการณ์อันล่อแหลมเช่นนั้น รัฐบาลส่วนภูมิภาคได้รับคำสั่งให้รักษาความสงบอย่างกวดขัน แต่ชะตาของราชวงศ์แมนจูจะถึงซึ่งความหายนะ การป้องกันไม่ได้ผล เฉพาะปี ๑๙๐๘ – ๑๐ ตุลาคม ๑๙๑๑ ปรากฏว่ามีกบฏที่สำคัญเกิดขึ้น ๔ ครั้ง คือ กบฏอันจิงในมณฑลอันฮุยในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๐๘ การจลาจลในกองทหาร ณ เมืองกวางตุ้งในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๑๐ การพยายามปลงพระชนม์ผู้สำเร็จราชการไจ้เฟิงไดย วางจิงวุ้ย ในเดือนมีนาคม ๑๙๑๐ และในที่สุดการกบฏอันเศร้าสลด ณ เมืองกวางตุ้งในวันที่ ๒๗ เมษายน ๑๙๑๑ นำโดยหวงซิง ในคราวนี้ฝ่ายกบฏได้รับความเสียหายอย่างหนักเสียสมาชิกชั้นหัวกะทิถึง ๗๒ คน แม้ว่าการล้มเหลวครั้งนี้จะใหญ่หลวง แต่วิญญาณของ ๗๒ วีรชนได้เข้าสิงจิตใจประชาชนชาวจีน ให้ตื่นขึ้นมาเลือกเดินทางตามซุนยัดเซ็น ดีกว่าที่จะยังหลงงมงายต่อความหวังที่จะได้รัฐบาลโดยมี พระมหาจักรพรรดิอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ นับว่าเป็นการถางทางให้การปฏิวัติครั้งต่อไป
การฟื้นตัวอันรวดเร็วจากการปราชัยในการกบฏ วันที่ ๒๗ เมษายน ของคณะก่อการปฏิวัตินั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการโอนกิจกรรมการเดินรถไฟเป็นของชาติ ในเขตมณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) และ หูเป่ย นักธุรกิจจีนที่มั่งคั่งในแถบนี้ได้ลงทุนเป็นจำนวนมากในกิจการเดินรถไฟสายเสฉวน – ฮั่นโข่ว กวางโจว ฮั่นโข่ว ในขณะนั้นรัฐบาลต้องการเงินกู้จากภาคีธนาคาร (consortium) ที่สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอมันถือหุ้น เนื่องจากภาคีธนาคารนี้มีนโยบายที่จะกีดกันการรุกรานทางเศรษฐกิจของรุสเซียและญี่ปุ่น ปักกิ่งจึงต่อรองด้วยการจะโอนกิจกรรมรถไฟดังกล่าวไปเป็นของชาติ เพื่อเป็นการป้องกันการขยายกิจการรถไฟโดยบริษัทเอกชนให้แก่บริษัทญี่ปุ่น คำสั่งโอนกิจกรรมการรถไฟดังกล่าวไปเป็นของชาติได้ออกประกาศในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๑๙๑๑ ประชาชนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง เสฉวน หูเป่ย และหูหนัน ได้ก่อตั้งสมาคมต่อต้านคำสั่งของรัฐบาล การปะทรวงได้แสดงออกทั้งในรูปสงบ เช่น การส่งคำร้องเรียนไปยังรัฐบาลปักกิ่ง และในรูปเลือดร้อน เช่น การเดินขบวน แต่ไม่ได้ผลเพราะรัฐบาลใช้กำลัง เข้าปราบปราม
การประท้วงคำสั่งการโอนกิจกรรมรถไฟเป็นของชาติ ได้รับการต่อต้านอย่างแข็งขันเพราะ ผู้มีหุ้นอยู่ในการเดินรถล้วนแต่เป็นผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพล นอกจากนั้นย่อมเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นการยุยงส่งเสริมของคณะก่อการปฏิวัติ เพราะพวกนี้สงสัยเจตนาของเจ้าหนี้ คือภาคีธนาคารไม่น้อยกว่าที่เจ้าของภาคีธนาคารระแวงการแทรกแซงเศรษฐกิจของจีนโดยญี่ปุ่นและรุสเซีย การร่วมงานกันครั้งนี้ระหว่างคณะก่อการปฏิวัติกับบรรดาพ่อค้า นับว่าเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของคณะก่อการปฏิวัติ ในขณะเดียวกันคณะนิยมการปฏิรูป ที่พยายามเอาใจนักธุรกิจด้วยการใช้วิธีอ่อนโยน โดยการเสนอคำร้องเรียนนั้นก็ย่อมได้รับความผิดหวัง อาศัยเหตุการณ์เฉพาะหน้าเหล่านี้ ฤกษ์ยามก่อการปฏิวัติของคณะก่อการปฏิวัติจึงได้มาตรงกับวันที่สิบ เดือนสิบ
คณะปฏิวัติได้เลือกเอาเมืองอู่ชัง อันเป็นที่ตั้งอำเภอเมืองของจังหวัดหูเป่ยเป็นสถานที่ก่อการปฏิวัติ ประชาชนในเขตนี้มีความแค้นเคืองรัฐบาลในวิกฤติการณ์การโอนกิจกรรมรถไฟมาก การปฏิวัติได้รับความสำเร็จอย่างบังเอิญ โดยที่ข้าหลวงตรวจการและผู้บัญชาการทหารขาดความเข้มแข็ง หนีออกจากเมืองก่อนที่จะประมาณกำลังของข้าศึก หลังจากยึดได้เมืองอู่ชังแล้ว เมืองฮั่นหยางและฮั่นโข่วก็ตกมาอยู่ภายใต้ การยึดครองของคณะก่อการปฏิวัติอย่างรวดเร็ว คณะก่อการปฏิวัติมอบอำนาจการบังคับบัญชาการทหารให้แก่นายพลจัตวาหลี่หยวนหูง ผู้ซึ่งถูกสงสัยว่าคงรู้เห็นเป็นใจด้วยกันกับคณะก่อการปฏิวัติ การปฏิวัติได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว การแทรกแซงของคณะก่อการปฏิวัติเข้าไปในกลุ่มทหารช่วยให้การดำเนินงานเป็นผลสำเร็จ เร็วยิ่งขึ้น จนกระทั่งปลายปี ๑๙๑๑ ปรากฏว่าดินแดนตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกือบทุกจังหวัด รวมตลอดถึงดินแดนตอนเหนือแม่น้ำแยงซีบางจังหวัด เช่น สั่นซี และ ซันซี ได้ร่วมกับคณะก่อการปฏิวัติทำการกบฏ เหตุผลที่สำคัญของความสำเร็จอย่างรวดเร็วของคณะก่อการปฏิวัตินี้ ขึ้นอยู่กับความเอาใจออกห่างจากราชวงศ์แมนจูของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในส่วนภูมิภาคเป็นสำคัญ
สำนักราชวงศ์แมนจูมีความตะลึงต่อสถานการณ์ตั้งแต่เริ่มแรกของการกบฏ ครั้นมีผู้บัญชาการทหารหลายคนของกองทัพที่จัดตั้งขึ้นตามแผนใหม่ส่งโทรเลขมาจากเมืองหลวนโจว ซึ่งเป็นเมืองห่างจากกรุงปักกิ่งประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร เรียกร้องให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว สำนักราชวงศ์ต้องรีบปฏิบัติตามทันที เนื่องจากในขณะนี้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายแมนจูขาดความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะรักษาสถานการณ์ได้ด้วยตัวเองแล้ว ทางออกที่พวกเขาพยายามหาก็คือจะทำอย่างไรที่จะต่ออายุของราชวงศ์ได้เท่านั้น มองเห็นแต่หยวนซื่อไข่อดีตผู้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการในเขตนครหลวงปักกิ่งและเป็นผู้สถาปนากองทัพแผนใหม่ ซึ่งขณะนั้นถูกปลดออกไปจากราชการแล้วนั้น คงจะเป็นผู้รักษาสถานการณ์ไว้ได้ หยวนซึ่งหาโอกาสเช่นนั้น มานานแล้ว แสดงท่วงทีบ่ายเบี่ยงและทำการต่อรองตามพิธีก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการเลือกจากสภานิติบัญญัติตามวิถีทางรัฐธรรมนูญที่เพิ่งประกาศใช้ ซึ่งมี ๑๙ มาตราด้วยกัน หยวนจัดตั้งรัฐบาลที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีเป็นคนจีนที่มีความจงรักภักดีต่อคนทั้งหมด ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน นอกจากนั้นเขายังมีอิทธิพลพอที่จะควบคุมกองทัพแผนใหม่ได้อย่างเด็ดขาด สิ่งที่ราชวงศ์แมนจูยังเป็นห่วงอยู่อย่างเดียว คือการต่ออายุของราชวงศ์สืบไป
นับว่าเป็นเคราะห์ร้ายของราชวงศ์แมนจูที่เอาชะตามกรรมมาฝากไว้กับหยวน ผู้ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์เป็นรองของความทะเยอทะยานส่วนตัว จากนั้นไปจึงเป็นการใช้อำนาจส่วนตัวของหยวนในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ กับคณะก่อการปฏิวัติ
ผู้ก่อการปฏิวัติได้ปรึกษาหารือกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนผู้นำ ทางทหารที่ก่อการกบฏและหน่วยอิสระอื่นที่มีความเลื่อมใสในอุดมการณ์ก่อการปฏิวัติ ได้ส่งผู้แทนไปร่วมประชุมกันที่เซี่ยงไฮ้ ต่อมาในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ย้ายไปที่ฮั่นโข่ว การจัดตั้งรัฐบาลโดยหยวนซื่อไข่มีผลกระทบกระเทือนถึงความสามัคคีของกลุ่มก่อการปฏิวัติเป็นอันมาก เสียงส่วนมากของที่ประชุมหันกลับไปมองหยวนในแง่ดี และได้ผ่านมติว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะยกให้แก่หยวน ถ้าหากเขาตัดความจงรักภักดีออกจากราชวงศ์แมนจูและสนับสนุนรัฐบาลตามระบบสาธารณรัฐ นอกจากนั้นที่ประชุมยังมีความเห็นแตกแยกกัน ในการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ในที่สุดได้ตัดสินให้หลีหยวนดำรงตำแหน่งและให้หวงซิงเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในวันที่ ๒ ธันวาคม ที่ประชุมได้ตกลงประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งมี ๒๑ มาตราเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ในระหว่างนี้ซุนกำลังเดินทางอยู่ในต่างประเทศ (วันปฏิวัตินั้นเขาอยู่ในสหรัฐฯ) เขาได้เดินทางกลับมาถึงเซี่ยงไฮ้ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ในวันที่ ๒๙ เดือนเดียวกัน เขาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว โดยผู้แทนของ ๑๖ จังหวัดในจำนวน ๑๗ จังหวัด ซุนได้ปฏิญาณตนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีนในวันที่ ๑ มกราคม ๑๙๑๒ ณ เมืองนานกิง เขาได้จัดตั้งรัฐบาลตามระบอบประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โดยมีหลี่หูงจังเป็นรองประธานาธิบดี รัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการปกครองระบบทหารซึ่งมีระยะ ๓ ปี ตามแผนการเดิมของซุนที่ได้วางไว้แล้วตั้งแต่ปี ๑๙๐๕
การปฏิวัติครั้งที่สองของจีน ปี ค.ศ. 1949
ความสำคัญ การปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949 โดยการนำของ “หมา เจ๋อตุง” ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย ข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์
สาเหตุการปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง (ค.ศ. 1939 – 1945) สรุปได้ดังนี้
(1) ปัญหาความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจและความยากจนของประชาชน
ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดี เจียง ไคเช็ค ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
(2) การเผยแพร่อุดมการคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร โดยให้ความสำคัญแก่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร และเป็นศัตรูกับชนชั้นนายทุน
(1) ปัญหาความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจและความยากจนของประชาชน
ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดี เจียง ไคเช็ค ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
(2) การเผยแพร่อุดมการคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร โดยให้ความสำคัญแก่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร และเป็นศัตรูกับชนชั้นนายทุน
ความสำเร็จของการปฏิวัติของจีนปี ค.ศ. 1949 สรุปได้ดังนี้
(1) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เหมา เจ๋อตุง” รัฐบาลได้ยึดที่ดินทำกินของ
เอกชนมาเป็นของรัฐบาล และใช้ระบบการผลิตแบบนารวม (หรือระบบคอมมูน) ชาวนามีฐานะเป็นแรงงานของรัฐ ทำให้ชาดความกระตือรือร้นเพราะทุกคนได้รับผลตอบแทนท่ากัน ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่มีสภาพลำบากยากจนเหมือนๆ กัน
(2) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เป็นยุคที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นระบบตลาดหรือทุนนิยม โดยมรับแนวทางทุนนิยมของชาติตะวันตกมากขึ้น เช่น เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติเพื่อให้คนจีนมีงานทำ และอนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจการค้าได้ เป็นต้น ทั้งนี้ มีระบอบการปกครองยังคงเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนเดิม
(2) นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในสมัยของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” หมายถึง มี
ประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครอง 2 แบบ ได้แก่
- ระบอบคอมมิวนิสต์ สำหรับจีน
- ระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยมเสรี สำหรับฮ่องกงและมาเก๊า
(1) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เหมา เจ๋อตุง” รัฐบาลได้ยึดที่ดินทำกินของ
เอกชนมาเป็นของรัฐบาล และใช้ระบบการผลิตแบบนารวม (หรือระบบคอมมูน) ชาวนามีฐานะเป็นแรงงานของรัฐ ทำให้ชาดความกระตือรือร้นเพราะทุกคนได้รับผลตอบแทนท่ากัน ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่มีสภาพลำบากยากจนเหมือนๆ กัน
(2) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เป็นยุคที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นระบบตลาดหรือทุนนิยม โดยมรับแนวทางทุนนิยมของชาติตะวันตกมากขึ้น เช่น เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติเพื่อให้คนจีนมีงานทำ และอนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจการค้าได้ เป็นต้น ทั้งนี้ มีระบอบการปกครองยังคงเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนเดิม
(2) นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในสมัยของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” หมายถึง มี
ประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครอง 2 แบบ ได้แก่
- ระบอบคอมมิวนิสต์ สำหรับจีน
- ระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยมเสรี สำหรับฮ่องกงและมาเก๊า
ผลกระทบของการปฏิวัติจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ.1949 คือ
(1) การปฏิวัติของ “เหมา เจ๋อตุง” เป็นแบบอย่างในการปฏิวัติของกระบวนการ
คอมมิวนิสต์ในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอมริกาใต้ โดยเฉพาะการใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” โดยเริ่มจากการปฏิวัติของเกษตรในชนบทและค่อยๆ ขยายเข้าไปสู่เมือง
(2) การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” โดยมรับระบบทุนนิยมของโลกตะวันตก เป็นคัวอย่างความสำเร็จของการแยกระบบการปกครองออกจากระบบเศรษฐกิจ
(1) การปฏิวัติของ “เหมา เจ๋อตุง” เป็นแบบอย่างในการปฏิวัติของกระบวนการ
คอมมิวนิสต์ในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอมริกาใต้ โดยเฉพาะการใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” โดยเริ่มจากการปฏิวัติของเกษตรในชนบทและค่อยๆ ขยายเข้าไปสู่เมือง
(2) การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” โดยมรับระบบทุนนิยมของโลกตะวันตก เป็นคัวอย่างความสำเร็จของการแยกระบบการปกครองออกจากระบบเศรษฐกิจ
การปฏิวัติของจีนครั้งแรก ปี ค.ศ. 1911
2.1 ความสำคัญ การปฏิวัติจีนครั้งแรก เกิดในปี ค.ศ. 1911 เป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิงซึ่งชาวแมนจู โดยการนำของ ดร.ชุน ยัดเซน หัวหน้าพรรคก๊ก มิน ตั๋ง เป็นผลทำให้จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในที่สุด
2.2 สาเหตุการปฏิวัติครั้งแรกของจีน ปี ค.ศ. 1911 สรุปได้ดังนี้
(1) การคุกคามจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตกแลญี่ปุ่น ซึ่งจีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของกองกำลังต่างชาติเป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด ทำให้คณะปฏิวัติไม่พอใจระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจู
(2) ความอ่อนแอของราชวงศ์ชิง จักรพรรดิแมนจูปกครองจนเป็นเวลา 268 ปี (ค.ศ. 1644 – 1912) ส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็งในการปกครอง มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้นำราชวงศ์
(3) ความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ราษฎรส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากแผ่นดินจีน
2.3 ลัทธิไตรราษฎร์ของ ดร. ซุน ยัดเซ็น เพื่อให้การแก้ปัญหาของของประเทศชาติ ประสบผลสำเร็จ ดร.ซุน ยัดเซ็น ผู้นำฯ ได้ประกาศอุดมการณ์ของการปฏิวัติ 3 ประการ เรียกว่า “ลัทธิไตรราษฎร์” มีดังนี้
2.2 สาเหตุการปฏิวัติครั้งแรกของจีน ปี ค.ศ. 1911 สรุปได้ดังนี้
(1) การคุกคามจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตกแลญี่ปุ่น ซึ่งจีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของกองกำลังต่างชาติเป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด ทำให้คณะปฏิวัติไม่พอใจระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจู
(2) ความอ่อนแอของราชวงศ์ชิง จักรพรรดิแมนจูปกครองจนเป็นเวลา 268 ปี (ค.ศ. 1644 – 1912) ส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็งในการปกครอง มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้นำราชวงศ์
(3) ความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ราษฎรส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากแผ่นดินจีน
2.3 ลัทธิไตรราษฎร์ของ ดร. ซุน ยัดเซ็น เพื่อให้การแก้ปัญหาของของประเทศชาติ ประสบผลสำเร็จ ดร.ซุน ยัดเซ็น ผู้นำฯ ได้ประกาศอุดมการณ์ของการปฏิวัติ 3 ประการ เรียกว่า “ลัทธิไตรราษฎร์” มีดังนี้
(1) ประชาธิปไตย มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
(2) ชาตินิยม ต้องขับไล่อำนาจและอิทธิพลของต่างชาติออกไปจากจีน
(3) สังคมนิยม มีการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร
(2) ชาตินิยม ต้องขับไล่อำนาจและอิทธิพลของต่างชาติออกไปจากจีน
(3) สังคมนิยม มีการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร
2.4 ความสำเร็จในการปฏิวัติ ดร.ซุน ยัดเซน ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มราชวงศ์ชิงทำให้จักรพรรดิปูยี (Pu-Yi) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ต้องสละราชสมบัติในปีถัดมา
2.5 ความล้มเหลวของระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย โดย “ยวน ซีไข” ผู้นำทางทหารได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เนื่องด้วยเป็นผู้ไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยคิดจะสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ จึงเกิดความแตกแกภายในประเทศ และประสบปัญหาความยุ่งยากทางเศรษฐกิจตามมา
2.6 ผลกระทบขงการปฏิวัติจีนครั้งแรก ปี ค.ศ.1911 ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก คือ
2.5 ความล้มเหลวของระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย โดย “ยวน ซีไข” ผู้นำทางทหารได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เนื่องด้วยเป็นผู้ไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยคิดจะสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ จึงเกิดความแตกแกภายในประเทศ และประสบปัญหาความยุ่งยากทางเศรษฐกิจตามมา
2.6 ผลกระทบขงการปฏิวัติจีนครั้งแรก ปี ค.ศ.1911 ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก คือ
(1) ลัทธิชาตินิยม เกิดความตื่นตัวในกรแสความคิดชาตินิยมในหมู่ผู้นำปัญญา
ชนในภูมิภาคต่างๆ ของเอเชีย เพื่อขับไล่อิทธิพลการครอบงำของชาติมหาอำนาจ
(2) ลัทธิประชาธิปไตย เกิดความนิยมระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญ
เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยต้องการยกเลิกระบบการปกครองแบบเก่า
ชนในภูมิภาคต่างๆ ของเอเชีย เพื่อขับไล่อิทธิพลการครอบงำของชาติมหาอำนาจ
(2) ลัทธิประชาธิปไตย เกิดความนิยมระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญ
เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยต้องการยกเลิกระบบการปกครองแบบเก่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)