วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การปฏิรูปก๊กมินตั๋ง

งานจัดระบบพรรคใหม่โดยเปลี่ยนจากพรรคปฏิวัติสาธารณรัฐจีน  มาเป็นพรรคประชาชนจีน  ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม  ๑๙๒๓  และสำเร็จลุล่วงได้ในปี  ๑๙๒๔   นั้น  เป็นผลการขยายอิทธิพลของการปฏิวัติสหภาพโซเวียต  ปี  ๑๙๑๗  และชนชั้นปัญญาชนซึ่งมีศูนย์รวมอยู่ที่นักเรียนและนักศึกษา


การปฏิรูปภายใต้การนำของชาวแมนจู สามขบวน

                                ขบวนการปฏิรูปนั้นอาจแบ่งได้เป็น สามระลอก  ระลอกแรกนำโดย  คังอิ่วหวุย ภายใต้ความอุปถัมภ์ของจักรพรรดิหนุ่ม  กวางซวี่ ผู้ซึ่งพยายามจะปลดแอกจากการบงการของพระราชชนนี ฉือซี  เพื่อกอบกู้ประเทศของตน  ในปี ๑๘๙๘  คังอิ่วหวุยได้สามารถชักจูงกให้จักรพรรคิด กวาง  ซวี่  ออกพระบรมราชโองการเกี่ยวกับการปฏิรูปในทางการบริหารและการศึกษามากมาย  การปฏิรูปภายใต้การนำของคังได้ดำเนินการคึกคักไปได้ ๓ เดือนเศษ  ก็ต้องถูกพวกถอยหลังเข้าคลองทำลายโครงการตามพระบรมราชโองการนั้นหมดสิ้น  การปฏิรูปนำโดยคังนี้ต่อมาได้รับขนานนามว่า  “การปฏิรูปร้อยวัน” (Hundred  days  Reform)
                                การปฏิรูปตามแผนการของคังนั้นมีขอบเขตอย่างกว้างขวาง  เริ่มตั้งแต่กลางปี ๑๘๙๘ คังและพรรคพวกได้เริ่มประกาศยกเลิกองค์การบริหารที่ไร้ประโยชน์เสียสิ้น  กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดราชการทหารแห่งชาติได้รับการแก้ไขให้ทันสมัยยิ่งขึ้น  ระบบการสอบแข่งขันข้าราชการพลเรือนได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย  เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ในด้านวิชาการสมัยใหม่เข้ารับราชการ  พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ    ให้จัดตั้งราชมหาวิทยาลัย ณ กรุงปักกิ่ง  ซึ่งจะให้มีการสอนศิลปะและวิชาการของฝ่ายตะวันตก  นอกจากนั้น คังได้สนับสนุนการพัฒนาการค้า  การอุตสาหกรรม  การคมนาคม  และกระชับสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศให้ดีขึ้น  พิจารณาดูตามแผนการแล้วก็เหมาะสมกับเหตุการณ์อยู่มาก  ถ้าหากได้มีการปฏิบัติจริงจังจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการบริหาร  และอาจจะเป็นการต่ออายุของราชวงศ์แมนจูต่อไปอีก  แต่พวกถอยหลังเข้าคลองในพระราชสำนักแมนจู  ภายใต้ปลายนิ้วมือของพระราชชนนี ฉือซี ได้เข้ายึดอำนาจ  คนชั้นนำในการปฏิรูปหลายคนได้ถูกสังหาร  คังอิ่วหวุยและเหลียงฉี่เชาได้หนีเอาชีวิตรอดไปอยู่ญี่ปุ่น  จักรพรรดิ         กวาง  ซวี่  ถูกจับเข้าที่จำขัง  หยุ่งลู่และหยวนซื่อไข่  ผู้มีความดีความชอบในการยึดอำนาจได้เป็นกำลังในรัฐบาลภายใต้ปลายนิ้วมือของพระราชชนนี ฉือซี อีกต่อไป
                                เมื่อพวกปฏิรูปถูกกำจัดไป  และเมื่อกบฏมวย (Boxer  Rebellion, 1900)  ได้แสดงความบ้าบิ่นต่อชาวโลกจนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า  จีนไม่อาจจะขับไล่ผู้รุกรานออกไปจากผืนแผ่นดินโดยพละกำลังได้แล้ว  พวกถอยหลังเข้าคลองเองก็จำต้องมาตั้งต้นดำเนินการปฏิรูปใหม่  แต่เป็นที่เห็นได้ว่า  พวกนี้กระทำไปเพื่อที่จะรักษาอำนาจของตนเท่านั้น  โดยมุ่งหวังว่าการกระทำของตนจะเป็นการลดเพลาน้ำเสียงเรียกร้องการปฏิวัติ       เพื่อโค่นล้มรัฐบาลแมนจูที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ  พวกนี้ไม่ได้ส่อให้เห็นว่าจะสามารถพาประเทศจีนให้ก้าวไปข้างหน้าได้เลย  ถ้าจะพิจารณาทั้งในด้านสติปัญญาและน้ำใจของผู้นำ
                                กระแสคลื่นก่อการปฏิรูปครั้งที่ ๒ ได้เริ่มขึ้นในปี ๑๙๐๑  หลังจากที่มหาอำนาจตะวันตก  รวมทั้งญี่ปุ่น  ได้ช่วยกันทำลายและเผาผลาญพระราชวังและห้องสมุดของราชวงศ์แมนจู  และจีนต้องถูกชดใช้กรรมของการกระทำตามเคยแล้ว  พระราชชนนี ฉือซี ก็ได้ชี้มือให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระนางจัดการพัฒนาประเทศตามแบบตะวันตกต่อไป  ระบบการสอบแข่งขันข้าราชการที่ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานแล้วก็ได้สั่งยกเลิก  แผนการส่งนักเรียนไปเรียนต่างประเทศก็ได้เริ่มขึ้น  ซึ่งส่วนมากไปเรียนที่ญี่ปุ่น  ขั้นต่อไปก็มีการจัดตั้งโรงเรียนสมัยใหม่ขึ้น  อย่างไรก็ตาม  การปฏิรูปแบบเฉื่อยชาเช่นนี้หามีผลสั่นคลอนโครงร่างอันมั่นคงของสังคมจีนได้ไม่  ในทางตรงกันข้าม  เป็นการเพิ่มกำลังให้แก่ฝ่ายก่อการปฏิวัติ  ซึ่งในขณะนั้นซุนยัดเซ็นได้ผุดขึ้นมาเป็นผู้นำของขบวนการปฏิวัติภายนอกผืนแผ่นดินจีนแล้ว  แม้ว่าพระราชสำนักจีนจะได้พยายามส่งผู้คนไปกำจัดซุน  แต่เขาก็สามารถปรากฏตัวและดำดินได้ถูกจังหวัดรอดพ้นมาได้ราวกับปาฏิหาริย์
                               

การปฏิรูปสมัยแมนจูเป็นคลื่นระลอกที่สาม

                                ญี่ปุ่นชนะรัสเซีย  ในสงครามรุสเซีย – ญี่ปุ่น  ปี ๑๙๐๔ – ๑๙๐๕ เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดกระแสคลื่นลูกใหม่ไปกระทบพระราชสำนักแมนจู  เช่นเดียวกับการปฏิรูปครั้งก่อนที่จะต้องมีกำลังภายนอกมาผลักดัน  ความคิดที่จะก่อการปฏิรูปจึงจะเกิดขึ้น  และขบวนการปฏิรูปก็มีอยู่ได้ไม่ยั่งยืน  และต้องสูญสลายไปด้วยเหตุต่าง ๆ กัน  การปฏิรูปครั้งนี้นับเป็นความพยายามของ พระราชชนนี ฉือซี ครั้งสุดท้าย  ก่อนที่พระนางจะได้หายไปจากเวทีการเมืองด้วยเหตุชราภาพ  ในปี ๑๙๐๘ ผู้นำในการปฏิรูปครั้งนี้มิได้แตกต่างไปจากคราวที่แล้วในส่วนตัวบุคคลเท่าไรนัก  แต่ในด้าวความคิด ปรากฏว่า     พวกนี้เริ่มมองเห็นความดีของสังคมและสถาบันตะวันตกมากขึ้น  กล่าวโดยเฉพาะก็คือ เขาเห็นว่าการมีรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางปกครองประเทศ เป็นพลังทำให้ญี่ปุ่นเอาชนะการปกครองแบบเผด็จการของรุสเซียได้
                                กล่าวโดยสรุป  การปฏิรูปโดยพระราชสำนักแมนจูในปี ๑๙๐๕ – ๑๙๑๑ มีสาระที่สำคัญ คือ     การจัดร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีการดำเนินการโดยย่อดังนี้
                                (๑)  ในด้านค้นคว้า  รัฐบาลได้ส่งคนออกไปดูงานเกี่ยวกับรัฐบาลตามระบอบรัฐธรรมนูญในต่างประเทศ ๒ คณะ ในปี ๑๙๐๕ และ ๑๙๐๗ ชุดแรก ประกอบด้วย ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่  แหล่งดูงานของกรรมการคณะนี้ ได้แก่  ญี่ปุ่น  สหรัฐอเมริกา  และประเทศต่าง ๆ ในยุโรป  พวกนี้มีความเลื่อมใสในระบอบรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นมากที่สุด  ส่วนคณะที่ ๒ นั้นประกอบด้วย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่น้อยกว่าชุดแรก              และประเทศที่พวกนี้ได้ผ่านการดูงานก็จำกัดเฉพาะ ญี่ปุ่น  อังกฤษ  เยอรมัน  เช่นเดียวกันพวกนี้ให้ความเห็นว่า  ระบอบรัฐธรรมนูญตามที่ใช้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น  และรัฐธรรมนูญรัสเซียเท่านั้นที่เหมาะสมกับสังคมจีนที่สุด
                                (๒) จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น  ในปี ๑๙๐๕ เพื่อเป็นองค์การสำหรับเตรียมการร่างกฎหมายและรัฐธรรมนูญ  นับว่าเป็นการเลียนแบบญี่ปุ่นในการจัดร่างรัฐธรรมนูญเมย์จิ
                                (๓) ได้ปรับปรุงหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง ในปี ๑๙๐๖ และ ๑๙๑๑ ตามแบบแผนตะวันตก  ในการปรับปรุงหน่วยราชการบริหารส่วนกลางเป็นครั้งแรกนั้น  มิได้มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแต่ประการใด  กระทรวงทั้ง ๖ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังนั้นได้เปลี่ยนเป็น ๑๐ กระทรวง  และบางกระทรวง  ตำแหน่งได้เปลี่ยนชื่อไป  แต่พนักงานและตัวรัฐมนตรียังคงใช้คนจำพวกเดิม  พวกแมนจูยังคงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในองค์การรัฐบาล  ส่วนการปรับปรุงครั้งที่ ๒ นั้นมีลักษณะก้าวไปไกลกว่าครั้งแรก  แต่เป็นการล่าช้าเกินไปที่จะยับยั้งกำลังฝ่ายปฏิวัติได้
                                (๔) ได้ประกาศใช้หลักการรัฐธรรมนูญในปี ๑๙๐๘ โดยให้สัญญาว่า จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรในปี ๑๙๑๖ ต่อมาได้ประกาศสัญญาว่าจะประกาศใช้ในปลายปี ๑๙๑๓
                                หลังจากถูกกดดันโดยขบวนก่อการปฏิวัติในปี ๑๙๑๑  พระราชสำนักได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว  ซึ่งประกอบด้วย ๑๙ มาตรา  ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้  กำหนดให้จัดตั้งรัฐบาลในระบบรัฐสภา  โดยให้จัดตั้งรัฐสภาขึ้นอย่างรีบด่วน  เพื่อจะผูกใจประชาชนและตัดกำลังฝ่ายปฏิวัติ  หยวนซื่อไข่ได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  คณะรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น  และหยวนได้ใช้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีนี่เองเป็นเครื่องต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติ
                                (๕) การประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้ง  และการจัดตั้งสภาส่วนจังหวัดและสภาแห่งชาติหลายฉบับในปี ๑๙๐๘ – ๑๙๑๑ สิทธิของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วยสภา         ส่วนจังหวัดนั้นจำกัดอยู่แต่ในวงแคบ  คุณสมบัติที่สำคัญของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะต้องเป็นผู้ได้รับการศึกษาหรือมีหลักทรัพย์หรือเป็นข้าราชการเป็นต้น  อำนาจของสภาจังหวัดก็อยู่ในวงแคบมาก  ข้าหลวงตรวจการและผู้ว่าราชการมณฑลมีสิทธิที่จะเสนอดความเห็นไปยังรัฐบาลกลางให้มีการยุบสภาได้  เมื่อตอนที่ราชบัลลังก์ถูกโค่นล้มนั้น  ปรากฏว่าได้มีสภาตามกฎหมายว่าด้วยการนี้ตั้งขึ้นรวม ๑๗ จังหวัด
                                สภาแห่งชาติได้มีการประชุมครั้งแรกในเดือนตุลาคม ๑๙๑๐  สภานี้ประกอบด้วย สมาชิกทั้งหมด ๒๐๐ คน  ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกสภาจังหวัดและโดยสภาจังหวัด  อีกครึ่งหนึ่งได้รับเลือกตั้งจากพระมหาจักรพรรดิ  จากขุนนางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านความรู้เป็นพิเศษและผู้ที่เสียภาษีมากเป็นพิเศษ  สภาแห่งชาติมีอำนาจในการออกกฎหมายและควบคุมงบประมาณแผ่นดิน  ภายใต้การแซงค์ชั่นของจักรพรรดิ  ในปีแรกรัฐบาลมิได้ยึดถือกฎหมายทั่วไปและกฎหมายงบประมาณเป็นหลักในการปฏิบัติราชการแต่ประการใด  แต่ในวินาทีที่คณะปฏิวัติกำลังจะบรรลุถึงซึ่งความสำเร็จนั้น  ปรากฏว่ารัฐสภาเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น
                                การปฏิรูปครั้งนี้  รัฐบาลแมนจูเลียนแบบรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลปรัสเซีย  โดยหวังที่จะกำอำนาจไว้ในกลุ่มพรรคพวกของตัว  แตกต่างกับหลักการประชาธิปไตยตามความเข้าใจของชาวตะวันตก   พระมหาจักรพรรดิของจีนยังคงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งรัฐเช่นเดียวกับหลักการในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นและรัฐบาลปรัสเซียในสมัยนั้น  นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้พยายามรวมอำนาจการบริหารพลเรือนและการทหารซึ่งไม่อาจแบ่งแยกกันได้อย่างเด็ดขาด  และมีฐานะอยู่ค่อนข้างอิสระจากรัฐบาลกลางนั้นมาอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรพรรดิ  การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร  แม้จะถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน  สิทธิเลือกตั้งของประชาชนก็ได้จำกัดอยู่ในชนส่วนน้อย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อจำกัดในเรื่องทรัพย์สินนั้นนับวาได้ตัดสิทธิของคนเป็นจำนวนมาก  แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นคนมีความรู้พอสมควรก็ตาม  หลักการนี้ก็อาจกล่าวได้ว่า หลักตาลอกแบบมาจากญี่ปุ่นและปรัสเซียเช่นเดียวกัน  ในการเลือกตั้งสภาจังหวัดครั้งแรก ปี ๑๙๐๙  ปรากฏว่าในมณฑล    ซันตุงมีชายผู้มีสิทธิออกเสียงเพียง ๑๑๙,๕๔๙ คน ในจำนวนพลเมืองทั้งหมด ๓๘,๐๐๐,๐๐ คน ในมณฑลหูเป่ย ๑๑๓,๒๓๓ คน ในจำนวนพลเมืองทั้งหมด ๓๔,๐๐๐,๐๐๐ คน
                                ตามที่กล่าวมาแล้วอาจจะทำให้เราคาดคะเนว่า  ถ้าหากปล่อยให้รัฐบาลแมนจูดำเนินการต่อไปโดยไม่มีการปฏิวัติ  ประเทศจีนอาจจะเจริญก้าวหน้าไปในแนวเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและปรัสเซียได้  แม้ว่าสมมติฐานข้อนี้อาจจะเป็นไปได้  แต่การรักษาฐานความเป็นเจ้าเหนือหัวของราชวงศ์แมนจูนั้นเป็นการยาก  นั่นก็คือเป็นปัญหาของจีน  โดยเฉพาะที่ยังมีการแบ่งเป็นจีนแท้และชาวแมนจู  แมนจูซึ่งเป็นคนส่วนน้อยยังพยายามจะหวงอำนาจไว้ให้แก่พวกของตัวราชการบริหารภายหลังการปฏิรูปเปลี่ยนระบบความมีฐานะเท่าเทียมกัน  ระหว่างคนจีนและคนแมนจู  มาให้ความลำเอียงแก่คนแมนจู  ในตำแหน่งรัฐมนตรี ๑๓ ตำแหน่ง ให้คนจีนได้รับเพียง ๕ ตำแหน่ง การปฏิรูปทางการบริหารจึงอาจถือได้ว่าเป็นชัยชนะของชาวแมนจู  แต่เป็นการพ่ายแพ้ของ    คนจีน  จึงเป็นการยกที่จะให้ชาวจีนซึ่งมีจำนวนท่วมท้นนั้นสนับสนุนรัฐบาลปฏิรูปต่อไป  ความจริงการปฏิรูปโดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาอำนาจต่อไปเช่นนี้  ในระหว่างที่ชาวจีนกำลังก่อหวอดปฏิวัติอยู่ทั่วไปนั้น  เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลที่ไม่พยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อดึงดูดความจงรักภักดีจากประชาชน  การปฏิบัติของรัฐบาล      ในการปฏิรูปจึงส่งเสริมกำลังให้ฝ่ายปฏิวัติเข้มแข็งขึ้น


การปฏิวัติกับการปฏิรูป

                                เมื่อคณะก่อการปฏิวัติได้มีโครงการและองค์การดำเนินงานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  การโต้คารม (สงครามปากกา) กันระหว่างกลุ่มนิยมการปฏิรูปกับกลุ่มสนับสนุนญี่ปุ่น  ฮ่องกง  ฮาวาย   ซานฟรานซิสโก  ล้วนแต่มีหนังสือพิมพ์ปากเสียงของ ๒ คณะโต้แย้งซึ่งกันและกัน  ฝ่ายนิยมการปฏิรูปแม้จะมีเหลียงซึ่งเป็นนักเขียนชั้นหนึ่งของประเทศจีนในขณะนั้นเป็นผู้อุปถัมภ์  แต่เหลียงเองมีจิตใจไม่แน่วแน่ที่จะสนับสนุนราชวงศ์แมนจูดังคัง  อีกประการหนึ่งความเสื่อมโทรมของราชวงศ์แมนจูเป็นการยากที่จะให้เขา  เสาะแสวงข้อดีของระบบพระมหากษัตริย์มาขักจูงใจผู้อ่านได้  นอกจากนั้นการใช้กำลังเข้าปฏิบัติการของพวก ก่อการปฏิวัติโดยการก่อการกบฏขึ้นเนือง ๆ ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่พวกก่อการปฏิวัติได้  พวกก่อการปฏิวัติได้พยายามแทรกแซงเข้าไปในหน่วยทหารของรัฐบาลแมนจูด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทหารตามแผนใหม่  ซึ่งนายทหารมักแต่งตั้งมาจากนักเรียนทหารที่จบจากญี่ปุ่น

การปฏิวัติ สิบ ตุลาคม

                                นับตั้งแต่ซุนเริ่มก่อการปฏิวัติเป็นต้นมา  กบฏได้เกิดขึ้นชุกชุมในตอนใต้     ของประเทศจีน  เมื่อจักรพรรดิกวางซวี่และพระราชชนนีฉือซีสวรรคตแล้ว  ผู้สืบราชสมบัติต่อ ณ เมืองปักกิ่งย่อมสะดุ้งสะเทือนต่อสถานการณ์อันล่อแหลมเช่นนั้น  รัฐบาลส่วนภูมิภาคได้รับคำสั่งให้รักษาความสงบอย่างกวดขัน  แต่ชะตาของราชวงศ์แมนจูจะถึงซึ่งความหายนะ  การป้องกันไม่ได้ผล  เฉพาะปี ๑๙๐๘ – ๑๐ ตุลาคม ๑๙๑๑ ปรากฏว่ามีกบฏที่สำคัญเกิดขึ้น ๔ ครั้ง  คือ  กบฏอันจิงในมณฑลอันฮุยในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๐๘       การจลาจลในกองทหาร  ณ  เมืองกวางตุ้งในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๑๐  การพยายามปลงพระชนม์ผู้สำเร็จราชการไจ้เฟิงไดย วางจิงวุ้ย ในเดือนมีนาคม ๑๙๑๐  และในที่สุดการกบฏอันเศร้าสลด ณ เมืองกวางตุ้งในวันที่          ๒๗ เมษายน ๑๙๑๑  นำโดยหวงซิง ในคราวนี้ฝ่ายกบฏได้รับความเสียหายอย่างหนักเสียสมาชิกชั้นหัวกะทิถึง ๗๒ คน  แม้ว่าการล้มเหลวครั้งนี้จะใหญ่หลวง  แต่วิญญาณของ ๗๒ วีรชนได้เข้าสิงจิตใจประชาชนชาวจีน        ให้ตื่นขึ้นมาเลือกเดินทางตามซุนยัดเซ็น  ดีกว่าที่จะยังหลงงมงายต่อความหวังที่จะได้รัฐบาลโดยมี                  พระมหาจักรพรรดิอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  นับว่าเป็นการถางทางให้การปฏิวัติครั้งต่อไป
                                การฟื้นตัวอันรวดเร็วจากการปราชัยในการกบฏ วันที่ ๒๗ เมษายน ของคณะก่อการปฏิวัตินั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการโอนกิจกรรมการเดินรถไฟเป็นของชาติ  ในเขตมณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) และ    หูเป่ย  นักธุรกิจจีนที่มั่งคั่งในแถบนี้ได้ลงทุนเป็นจำนวนมากในกิจการเดินรถไฟสายเสฉวน – ฮั่นโข่ว  กวางโจว ฮั่นโข่ว  ในขณะนั้นรัฐบาลต้องการเงินกู้จากภาคีธนาคาร (consortium) ที่สหรัฐ  อังกฤษ  ฝรั่งเศส และเยอมันถือหุ้น  เนื่องจากภาคีธนาคารนี้มีนโยบายที่จะกีดกันการรุกรานทางเศรษฐกิจของรุสเซียและญี่ปุ่น  ปักกิ่งจึงต่อรองด้วยการจะโอนกิจกรรมรถไฟดังกล่าวไปเป็นของชาติ  เพื่อเป็นการป้องกันการขยายกิจการรถไฟโดยบริษัทเอกชนให้แก่บริษัทญี่ปุ่น  คำสั่งโอนกิจกรรมการรถไฟดังกล่าวไปเป็นของชาติได้ออกประกาศในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม  ๑๙๑๑  ประชาชนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง  เสฉวน  หูเป่ย  และหูหนัน  ได้ก่อตั้งสมาคมต่อต้านคำสั่งของรัฐบาล  การปะทรวงได้แสดงออกทั้งในรูปสงบ  เช่น  การส่งคำร้องเรียนไปยังรัฐบาลปักกิ่ง  และในรูปเลือดร้อน  เช่น  การเดินขบวน  แต่ไม่ได้ผลเพราะรัฐบาลใช้กำลัง          เข้าปราบปราม
                                การประท้วงคำสั่งการโอนกิจกรรมรถไฟเป็นของชาติ  ได้รับการต่อต้านอย่างแข็งขันเพราะ      ผู้มีหุ้นอยู่ในการเดินรถล้วนแต่เป็นผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพล นอกจากนั้นย่อมเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นการยุยงส่งเสริมของคณะก่อการปฏิวัติ  เพราะพวกนี้สงสัยเจตนาของเจ้าหนี้  คือภาคีธนาคารไม่น้อยกว่าที่เจ้าของภาคีธนาคารระแวงการแทรกแซงเศรษฐกิจของจีนโดยญี่ปุ่นและรุสเซีย  การร่วมงานกันครั้งนี้ระหว่างคณะก่อการปฏิวัติกับบรรดาพ่อค้า  นับว่าเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของคณะก่อการปฏิวัติ  ในขณะเดียวกันคณะนิยมการปฏิรูป       ที่พยายามเอาใจนักธุรกิจด้วยการใช้วิธีอ่อนโยน  โดยการเสนอคำร้องเรียนนั้นก็ย่อมได้รับความผิดหวัง  อาศัยเหตุการณ์เฉพาะหน้าเหล่านี้  ฤกษ์ยามก่อการปฏิวัติของคณะก่อการปฏิวัติจึงได้มาตรงกับวันที่สิบ เดือนสิบ
                                คณะปฏิวัติได้เลือกเอาเมืองอู่ชัง  อันเป็นที่ตั้งอำเภอเมืองของจังหวัดหูเป่ยเป็นสถานที่ก่อการปฏิวัติ  ประชาชนในเขตนี้มีความแค้นเคืองรัฐบาลในวิกฤติการณ์การโอนกิจกรรมรถไฟมาก  การปฏิวัติได้รับความสำเร็จอย่างบังเอิญ  โดยที่ข้าหลวงตรวจการและผู้บัญชาการทหารขาดความเข้มแข็ง  หนีออกจากเมืองก่อนที่จะประมาณกำลังของข้าศึก  หลังจากยึดได้เมืองอู่ชังแล้ว  เมืองฮั่นหยางและฮั่นโข่วก็ตกมาอยู่ภายใต้      การยึดครองของคณะก่อการปฏิวัติอย่างรวดเร็ว  คณะก่อการปฏิวัติมอบอำนาจการบังคับบัญชาการทหารให้แก่นายพลจัตวาหลี่หยวนหูง  ผู้ซึ่งถูกสงสัยว่าคงรู้เห็นเป็นใจด้วยกันกับคณะก่อการปฏิวัติ  การปฏิวัติได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว  การแทรกแซงของคณะก่อการปฏิวัติเข้าไปในกลุ่มทหารช่วยให้การดำเนินงานเป็นผลสำเร็จ   เร็วยิ่งขึ้น  จนกระทั่งปลายปี ๑๙๑๑  ปรากฏว่าดินแดนตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกือบทุกจังหวัด  รวมตลอดถึงดินแดนตอนเหนือแม่น้ำแยงซีบางจังหวัด เช่น สั่นซี และ ซันซี ได้ร่วมกับคณะก่อการปฏิวัติทำการกบฏ  เหตุผลที่สำคัญของความสำเร็จอย่างรวดเร็วของคณะก่อการปฏิวัตินี้  ขึ้นอยู่กับความเอาใจออกห่างจากราชวงศ์แมนจูของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในส่วนภูมิภาคเป็นสำคัญ
                                                สำนักราชวงศ์แมนจูมีความตะลึงต่อสถานการณ์ตั้งแต่เริ่มแรกของการกบฏ  ครั้นมีผู้บัญชาการทหารหลายคนของกองทัพที่จัดตั้งขึ้นตามแผนใหม่ส่งโทรเลขมาจากเมืองหลวนโจว  ซึ่งเป็นเมืองห่างจากกรุงปักกิ่งประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร  เรียกร้องให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว สำนักราชวงศ์ต้องรีบปฏิบัติตามทันที  เนื่องจากในขณะนี้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายแมนจูขาดความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะรักษาสถานการณ์ได้ด้วยตัวเองแล้ว  ทางออกที่พวกเขาพยายามหาก็คือจะทำอย่างไรที่จะต่ออายุของราชวงศ์ได้เท่านั้น มองเห็นแต่หยวนซื่อไข่อดีตผู้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการในเขตนครหลวงปักกิ่งและเป็นผู้สถาปนากองทัพแผนใหม่  ซึ่งขณะนั้นถูกปลดออกไปจากราชการแล้วนั้น  คงจะเป็นผู้รักษาสถานการณ์ไว้ได้  หยวนซึ่งหาโอกาสเช่นนั้น   มานานแล้ว  แสดงท่วงทีบ่ายเบี่ยงและทำการต่อรองตามพิธีก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  โดยได้รับการเลือกจากสภานิติบัญญัติตามวิถีทางรัฐธรรมนูญที่เพิ่งประกาศใช้  ซึ่งมี ๑๙ มาตราด้วยกัน  หยวนจัดตั้งรัฐบาลที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีเป็นคนจีนที่มีความจงรักภักดีต่อคนทั้งหมด  ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน  นอกจากนั้นเขายังมีอิทธิพลพอที่จะควบคุมกองทัพแผนใหม่ได้อย่างเด็ดขาด  สิ่งที่ราชวงศ์แมนจูยังเป็นห่วงอยู่อย่างเดียว คือการต่ออายุของราชวงศ์สืบไป
                                นับว่าเป็นเคราะห์ร้ายของราชวงศ์แมนจูที่เอาชะตามกรรมมาฝากไว้กับหยวน  ผู้ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์เป็นรองของความทะเยอทะยานส่วนตัว  จากนั้นไปจึงเป็นการใช้อำนาจส่วนตัวของหยวนในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ กับคณะก่อการปฏิวัติ
                                ผู้ก่อการปฏิวัติได้ปรึกษาหารือกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว  ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนผู้นำ        ทางทหารที่ก่อการกบฏและหน่วยอิสระอื่นที่มีความเลื่อมใสในอุดมการณ์ก่อการปฏิวัติ  ได้ส่งผู้แทนไปร่วมประชุมกันที่เซี่ยงไฮ้  ต่อมาในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน  ย้ายไปที่ฮั่นโข่ว  การจัดตั้งรัฐบาลโดยหยวนซื่อไข่มีผลกระทบกระเทือนถึงความสามัคคีของกลุ่มก่อการปฏิวัติเป็นอันมาก  เสียงส่วนมากของที่ประชุมหันกลับไปมองหยวนในแง่ดี  และได้ผ่านมติว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะยกให้แก่หยวน  ถ้าหากเขาตัดความจงรักภักดีออกจากราชวงศ์แมนจูและสนับสนุนรัฐบาลตามระบบสาธารณรัฐ  นอกจากนั้นที่ประชุมยังมีความเห็นแตกแยกกัน      ในการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด  แต่ในที่สุดได้ตัดสินให้หลีหยวนดำรงตำแหน่งและให้หวงซิงเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด  ในวันที่ ๒ ธันวาคม  ที่ประชุมได้ตกลงประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งมี ๒๑ มาตราเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ  ในระหว่างนี้ซุนกำลังเดินทางอยู่ในต่างประเทศ     (วันปฏิวัตินั้นเขาอยู่ในสหรัฐฯ)  เขาได้เดินทางกลับมาถึงเซี่ยงไฮ้ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม  ในวันที่ ๒๙ เดือนเดียวกัน  เขาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว  โดยผู้แทนของ ๑๖ จังหวัดในจำนวน         ๑๗ จังหวัด  ซุนได้ปฏิญาณตนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีนในวันที่ ๑ มกราคม ๑๙๑๒           ณ เมืองนานกิง  เขาได้จัดตั้งรัฐบาลตามระบอบประธานาธิบดีของสหรัฐฯ  โดยมีหลี่หูงจังเป็นรองประธานาธิบดี  รัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการปกครองระบบทหารซึ่งมีระยะ ๓ ปี ตามแผนการเดิมของซุนที่ได้วางไว้แล้วตั้งแต่ปี ๑๙๐๕


การปฏิวัติครั้งที่สองของจีน ปี ค.ศ. 1949

ความสำคัญ การปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949 โดยการนำของ “หมา เจ๋อตุง” ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย ข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์

สาเหตุการปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1949 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง (ค.ศ. 1939 – 1945) สรุปได้ดังนี้
(1) ปัญหาความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจและความยากจนของประชาชน
ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดี เจียง ไคเช็ค ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
(2) การเผยแพร่อุดมการคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร โดยให้ความสำคัญแก่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร และเป็นศัตรูกับชนชั้นนายทุน

ความสำเร็จของการปฏิวัติของจีนปี ค.ศ. 1949 สรุปได้ดังนี้
(1) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เหมา เจ๋อตุง” รัฐบาลได้ยึดที่ดินทำกินของ
เอกชนมาเป็นของรัฐบาล และใช้ระบบการผลิตแบบนารวม (หรือระบบคอมมูน) ชาวนามีฐานะเป็นแรงงานของรัฐ ทำให้ชาดความกระตือรือร้นเพราะทุกคนได้รับผลตอบแทนท่ากัน ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่มีสภาพลำบากยากจนเหมือนๆ กัน
(2) ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เป็นยุคที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นระบบตลาดหรือทุนนิยม โดยมรับแนวทางทุนนิยมของชาติตะวันตกมากขึ้น เช่น เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติเพื่อให้คนจีนมีงานทำ และอนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจการค้าได้ เป็นต้น ทั้งนี้ มีระบอบการปกครองยังคงเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนเดิม
(2) นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในสมัยของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” หมายถึง มี
ประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครอง 2 แบบ ได้แก่
- ระบอบคอมมิวนิสต์ สำหรับจีน
- ระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยมเสรี สำหรับฮ่องกงและมาเก๊า

ผลกระทบของการปฏิวัติจีนครั้งที่สอง ปี ค.ศ.1949 คือ
(1) การปฏิวัติของ “เหมา เจ๋อตุง” เป็นแบบอย่างในการปฏิวัติของกระบวนการ
คอมมิวนิสต์ในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอมริกาใต้ โดยเฉพาะการใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” โดยเริ่มจากการปฏิวัติของเกษตรในชนบทและค่อยๆ ขยายเข้าไปสู่เมือง
(2) การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” โดยมรับระบบทุนนิยมของโลกตะวันตก เป็นคัวอย่างความสำเร็จของการแยกระบบการปกครองออกจากระบบ
เศรษฐกิจ


การปฏิวัติของจีนครั้งแรก ปี ค.ศ. 1911

2.1 ความสำคัญ การปฏิวัติจีนครั้งแรก เกิดในปี ค.ศ. 1911 เป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิงซึ่งชาวแมนจู โดยการนำของ ดร.ชุน ยัดเซน หัวหน้าพรรคก๊ก มิน ตั๋ง เป็นผลทำให้จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในที่สุด
2.2 สาเหตุการปฏิวัติครั้งแรกของจีน ปี ค.ศ. 1911 สรุปได้ดังนี้
(1) การคุกคามจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตกแลญี่ปุ่น ซึ่งจีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของกองกำลังต่างชาติเป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด ทำให้คณะปฏิวัติไม่พอใจระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจู
(2) ความอ่อนแอของราชวงศ์ชิง จักรพรรดิแมนจูปกครองจนเป็นเวลา 268 ปี (ค.ศ. 1644 – 1912) ส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็งในการปกครอง มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้นำราชวงศ์
(3) ความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ราษฎรส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากแผ่นดินจีน
2.3 ลัทธิไตรราษฎร์ของ ดร. ซุน ยัดเซ็น เพื่อให้การแก้ปัญหาของของประเทศชาติ ประสบผลสำเร็จ ดร.ซุน ยัดเซ็น ผู้นำฯ ได้ประกาศอุดมการณ์ของการปฏิวัติ 3 ประการ เรียกว่า “ลัทธิไตรราษฎร์” มีดังนี้
(1) ประชาธิปไตย มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
(2) ชาตินิยม ต้องขับไล่อำนาจและอิทธิพลของต่างชาติออกไปจากจีน
(3) สังคมนิยม มีการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร
2.4 ความสำเร็จในการปฏิวัติ ดร.ซุน ยัดเซน ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มราชวงศ์ชิงทำให้จักรพรรดิปูยี (Pu-Yi) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ต้องสละราชสมบัติในปีถัดมา
2.5 ความล้มเหลวของระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย โดย “ยวน ซีไข” ผู้นำทางทหารได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เนื่องด้วยเป็นผู้ไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยคิดจะสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ จึงเกิดความแตกแกภายในประเทศ และประสบปัญหาความยุ่งยากทางเศรษฐกิจตามมา
2.6 ผลกระทบขงการปฏิวัติจีนครั้งแรก ปี ค.ศ.1911 ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก คือ
(1) ลัทธิชาตินิยม เกิดความตื่นตัวในกรแสความคิดชาตินิยมในหมู่ผู้นำปัญญา
ชนในภูมิภาคต่างๆ ของเอเชีย เพื่อขับไล่อิทธิพลการครอบงำของชาติมหาอำนาจ
(2) ลัทธิประชาธิปไตย เกิดความนิยมระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญ
เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยต้องการยกเลิกระบบการปกครองแบบเก่า