วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กบฏไถ้ผิง

                กบฏไถ้ผิงถือได้ว่าเป็นต้นตระกูลของการปฏิวัติในสมัยหลัง ๆ และมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับการปฏิวัติเพื่อสถาปนาสาธารณรับประชาชนจีนเป็นอย่างมาก  โดยที่พฤติกรรมทั้งสองเป็นการแสดงออกเพื่อรับภัยพิบัติในทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศจีนประการหนึ่ง  ทั้งสองเป็นผลเกิดจากการรุกรานจากภายนอก  กล่าวคือ การรุกรานจากชาวตะวันตกนำโดยประเทศอังกฤษในกรณีกบฏไถ้ผิง  และการรุกรานจากญี่ปุ่นในกรณีการปฏิวัติเพื่อจัดตั้งระบบคอมมิวนิสต์อีกประการหนึ่ง  และทั้งสองพฤติกรรมได้ก่อขึ้นโดยผู้นำเข้าที่เข้มแข็ง  โดยรับเอาอุดมการณ์ต่างด้าวมาใช้  และปฏิเสธขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลอย่างสิ้นเชิง  อุดมการณ์นั้น ๆ ก็คือศาสนาคริสต์และลัทธิมาร์กซ์
                                นักประวัติศาสตร์ส่วนมากกล่าวหาผู้นำกบฏไถ้ผิงว่าเป็นคนบ้าบิ่น  และเป็นสัตว์กระหายเลือด  โดยให้ชื่อพวกกบฏนี้ว่า “แก๊งโจรผมยาว” (“Long – Haired Bandits”) หนึ่งศตวรรษหลังจากการปฏิวัติได้ล้มเหลวลง  เขากลับได้รับการยกย่องจากนักชาตินิยมชาวจีนว่าเป็นผู้รักชาติ  และได้รับการยกย่องจากจีนคอมมิวนิสต์ว่าเป็นหน่วยแนวหน้าของลัทธิสังคมนิยม  ปรากฏว่าในต้นปี ๑๙๓๐ ได้มีการค้นพบเอกสารสำคัญของพวกกบฏไถ้ผิงเป็นอันมาก  ภายหลังที่จีนคอมมิวนิสต์ได้ปกครองประเทศจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่แล้ว  เหตุการณ์กบฏไถ้ผิงได้รับการพิจารณาว่าเป็นขั้นทดลองของระบอบสังคมนิยม  ผู้นำของกบฏไถ้ผิงได้รับยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้ซึ่งรักประชาชนโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว  ในทางตรงกันข้าม แม่ทัพผู้ปราบกบฏไถ้ผิง  เช่น  เจิงกว๋อฟัน  ซึ่งแต่เดิมถือกันเป็นวีรบุรุษนั้น  กลับถูกลดฐานะเป็นผู้ทรยศต่อประชาชนและเป็นผู้นำของพวก    ถอยหลังเข้าคลอง  ดังนั้นกบฏไถ้ผิงจึงมีความสำคัญในทางการเมืองของจีนอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
                                ขบวนการกบฏไถ้ผิงนำโดยชนจีนแคะชื่อ หุงซิ่วฉวน  หุงซิ่วฉวนเกิดในปี ๑๘๑๔ เขาได้เริ่มศึกษาตำราขงจื๊อ  โดยมีความมุ่งหวังที่จะเข้ารับราชการ  แม้จะปรากฏตามหลักฐานว่า เขาเป็นเด็กที่มีความฉลาดมาก  แต่ก็ได้ผิดหวังจากการสอบแข่งขันในส่วนจังหวัดเมื่อเขามีอายุ ๑๖ ปี  ในระหว่างปี ๑๘๓๐ – ๑๙๔๓ เขาได้ตั้งตัวเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนตามหมู่บ้านโดยยังไม่ได้ละทิ้งความตั้งใจเดิมที่จะยึดถือตำแหน่งข้าราชการเป็นอาชีพ  ผู้ที่สอบตกจากการสอบไล่ทั่วไปในจังหวัดอาจมีสิทธิเข้าสอบในภาคได้  หุงซิ่วฉวนได้เตรียมตัวเข้าสอบไล่ในภาคอีก ๓ ครั้ง  คือ ปี ๑๘๓๔  ๑๘๓๗ และ ๑๘๔๓  แต่ก็ได้รับการผิดหวังทุกครั้ง  เมื่อเขาผิดหวังในการสอบปี ๑๘๓๗ นั้น ก็ได้ล้มเจ็บอย่างหนัก  ตามเรื่องกล่าวว่า ในขณะที่เขาเจ็บหนักอยู่นั้น เขาได้มองเห็น     ภาพหลอนของพระผู้เป็นเจ้า  ความรู้เรื่องศาสนาคริสต์ซึ่งเขาได้สนใจเรียนรู้มาจากหมอสอนศาสนานิกาย         โปรเตสแต้นท์  เมื่อเขามีอายุประมาณ ๒๐ ปีนั้น  เป็นแนวทางชักนำให้เขาวาดภาพศาสนาคริสต์ในจินตนาการของเขาขึ้น  โดยดัดแปลงศาสนาคริสต์เป็นศาสนาคริสต์องค์ ๓ (Christian  Trinity) ได้แก่  องค์ศาสดาหรือเจ้าพ่อ  เจ้าพี่เอื้อย  และเจ้าพี่จ้อย
                                ตามคำสอนของเขาซึ่งได้เริ่มเผยแพร่อยู่แถบมณฑลกวางตุ้ง ตั้งแต่ปี ๑๘๔๔ ภายหลังที่เขาต้องถูกออกจากอาชีพครูเพราะแสดงความไม่เคารพต่อสถานที่บูชาขงจื๊อ  เขาได้รับมอบเจตนารมณ์จากพระเจ้า       ให้เป็นผู้ครองแผ่นดินแทนราชวงศ์แมนจู  ในขณะเดียวกัน เฝิงหยุนซัน ได้รวบรวมสาวกของหุงซิ่วฉวนจัดตั้งสมาคมศาสนาคริสต์ขึ้น  โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลกวางสี และในปี ๑๘๔๗  หุงเข้าเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้นำของสมาคมศาสนากึ่งการเมือง  ซึ่งมีสมาชิกอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ คน
                                สมาชิกของสมาคมนี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว  สมาชิกส่วนมากมาจากกสิกรชาวแคะผู้ยากจนและกรรมกรชาวเผ่าแม้ว  นอกจากนั้นยังมีกลุ่มนักศึกษาผู้มีหัวคิดรุนแรง  นักรบ  รวมตลอดถึงพ่อค้าและชนชั้นผู้ดีทั้งหลายซึ่งมีความไม่พอใจในรัฐบาล  เนื่องจากการรวมตัวกันแบบนี้เต็มไปด้วยนักฉวยโอกาสต่าง ๆ  การแบ่งพรรคแบ่งพวกและแย่งชิงกันเป็นใหญ่ในสมาคมก่อให้เกิดการแตกแยกนั้นมีอยู่เสมอ  หุงซิ่วฉวนเป็นคนมีความสามารถรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นอันเดียวกันได้  ไม่นานกิ่งก้านสาขาของสมาคมนี้ก็ได้แตกแยกไปในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตะวันออกของมณฑลกวางสี  นอกจากนั้นสมาคมลับเป็นจำนวนมากได้ให้ความสนับสนุน  สมาคมนี้ผิดกับสมาคมลับในข้อที่ว่า  สมาคมนี้ได้มีนโยบายแจ่มแจ้งแล้วว่า ต้องการจะจัดตั้งราชบัลลังก์ขึ้นใหม่ตามอุดมการณ์ของหุงซิ่วฉวน  นอกจากนั้นกิจการของสมาคมลับที่หวังการกลับคืนอำนาจของราชวงศ์หมิงนั้น  เป็นสิ่งที่ไร้ความหมายในสายตาของหุงซึ่งเป็นคนนอกรีตไปเสียแล้ว  ในปี ๑๘๕๐ ปรากฏว่าสมาคมนี้มีผู้สนับสนุนถึง ๓๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้มีอยู่ไม่น้อยที่ได้เริ่มก่อความไม่สงบอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ
                                ในปี ๑๘๕๐ รัฐบาลได้ประกาศกล่าวหาสมาคม  โดยให้ชื่อว่าเป็นสมาคมก่อกวนความสงบ  และเมื่อรัฐบาลเริ่มลงมือปราบปราม  หุงพร้อมด้วยสมัครพรรคพวกรวม ๑๐,๐๐๐ คน ก็ได้ตั้งตนเป็นกบฏอย่างเปิดเผย  โดยเข้าทำลายกำลังของรัฐบาลในมณฑลกวางสี  และในวันที่ ๒๕ กันยายน ๑๘๕๑ หลังจากได้            ยึดครองหยุ่งอันแล้ว  สมาคมก็ได้สถาปนาชื่อประเทศใหม่ขึ้น เรียกว่า ไถ้ผิงเทียนกว๋อ (รัฐสันติวิมาน) แม้ว่ากำลังทหารฝ่ายรัฐบาลจะมีเหนือกว่า ก็ไม่สามารถปราบปรามพวกกบฏได้
                                ในระหว่างปี ๑๘๕๐ – ๑๘๕๓  ฝ่ายกบฏได้ชัยชนะในการสงครามตลอดมา  กำลังได้เคลื่อนจากมณฑลกวางสีเข้ายึดได้หูหนัน  หูเป่ย  ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแยงซี  และในที่สุดยึดได้นานกิง  หุงได้เปลี่ยนชื่อนานกิงเป็นเทียนจิง (วิมานนคร) แม้ว่ากำลังฝ่ายรัฐบาลจวนจะถึงซึ่งความพินาศ  แต่ว่ากำลังฝ่ายกบฏก็เริ่มอ่อนแอลงด้วยความแตกแยกกันระหว่างแม่ทัพนายกอง  และหุงซิ่วฉวนเองก็พอใจในความสุขจากสนมกำนัลในราชสำนัก  ถ้าหากฝ่ายกบฏได้ใช้ความพยายามเพิ่มขึ้น  ก็อาจจะยึดประเทศจีนได้ทั้งหมด  เพราะว่าในขณะนั้นทางเหนือก็เกิดโจรกรรมชุกชุม  และชาวมอสเลมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็กำลังจะก่อหวอดทำการกบฏเช่นกัน  แทนที่จะเคลื่อนทัพอันเกรียงไกรต่อไปอีก  แต่ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในช่วง ๑๐ ปี นับตั้งแต่ปี ๑๘๕๓       เป็นต้นไป  นานกิงก็อยู่ในฐานะตั้งรับ  และในปี ๑๘๖๔ ทหารที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์แมนจูก็สามารถยึดจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ๆ ได้  หุงเองต้องฆ่าตัวตาย  กบฏก็ราบคาบลง
                                อุดมการณ์และการปฏิบัติของกบฏไถ้ผิง  ภายหลังจากการยึดครองนานกิงได้แล้ว  รัฐบาลกบฏไถ้ผิงเริ่มวางโครงการปฏิรูปการเกษตร  แต่เนื่องจากขบวนการกบฏไถ้ผิงครองอำนาจอยู่ได้ไม่นาน  โครงการที่ตั้งไว้จึงมิได้นำไปปฏิบัติ อย่างจริงจังแต่อย่างใด  ตามเอกสารโครงการปฏิรูปที่ดินนั้น  มีระบบคล้ายกับระบบบ่อนาที่เชื่อกันว่าใช้กันอยู่ในสมัยราชวงศ์ซังและโจว  และมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบการจัดสรรที่ดินในลัทธิคอมมิวนิสต์มาก
                                ระบบการจัดสรรที่ดินตามโครงการของรัฐบาลกบฏไถ้ผิง  กล่าวโดยย่อก็คือ ให้ถือว่าที่ดินและผลิตผลทั้งหมดเป็นของรัฐ  รัฐมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของเด็ก  คนชรา  ผู้อ่อนแอ  และบุคคลทุพพลภาพ  รัฐรับหน้าที่รักษาพยาบาลผู้ได้รับความเจ็บป่วยตามหลักประกันสังคมสมัยใหม่  รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการแต่งงานและการทำศพของประชาชน  บุคคลทั้งชายและหญิงผู้อยู่ในระหว่างอายุ ๑๖ ปี ๕๐ ปี จะได้รับส่วนแบ่งในที่ดินเท่ากัน  เพื่อใช้ในการเพาะปลูก  และให้ประชาชนถือธัญญาหารได้เฉพาะที่จำเป็นแก่การครองชีพเท่านั้น
                                ที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกให้แบ่งออกเป็น ๙ ระดับตามคุณภาพของเนื้อที่ ให้ทุกคนได้รับ      ส่วนแบ่งในที่ดินดีเลวในอัตราเท่าเทียมกัน  นอกจากที่ดินเพื่อใช้ในการเพาะปลูกแล้ว  ราษฎรยังจะต้องทำอุตสาหกรรมครอบครัว  และเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นการเพิ่มผลิตผล  ผลิตผลที่ได้จาการการนี้ให้ตกเป็นของชุมชน  คล้ายกับระบอบคอมมูนในสมัยหลังของจีนคอมมิวนิสต์  หุงให้อรรถาธิบายแผลงมาจากศาสนาคริสต์ว่า  ทุกคนภายใต้สวรรค์เป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน  ภายใต้ความโอบอ้อมอารีและการนำขององค์พระศาสดาเบื้องบนสวรรค์  และกษัตริย์แห่งพื้นพิภพ ณ เมืองนานกิง  ให้ทุกคนละทิ้งจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและทำงานในที่ดินสาธารณะเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างร่วมทุกร่วมสุขด้วยกัน
                                แม้ว่าโครงการจะได้วางไว้อย่างละเอียดสักปานใด  ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างที่ขีดเขียนไว้            บนแผ่นกระดาษ  จากการค้นคว้าเร็ว ๆ นี้  ปรากฏว่าโครงการนี้ได้นำไปใช้ในชั่วระยะเวลาสั้น  และในผืนแผ่นดินไม่กี่หย่อม  เฉพาะพื้นที่ที่มีการนำเอาโครงการนั้นไปใช้ปฏิบัติก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ตามโครงการที่เขียนไว้  แต่แก้ไขอนุโลมไปตามความจำเป็นในเมื่อโครงการนี้ไม่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประชาชน      จากหลักฐานของนักสังเกตการณ์บางคนกล่าวว่า  ระบบคอมมิวนิสต์ได้ใช้ปฏิบัติในเขตนานกิงภายหลังจากพวกกบฏไถ้ผิงได้ครอบครองนานกิงแล้ว
                                ข้อที่น่าสังเกตคือเรื่องสิทธิของสุภาพสตรี  นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน ที่รัฐบาลไถ้ผิงได้ประกาศให้สตรีมีสิทธิเท่าเทียมกับบุรุษ  ในระหว่างทำการปฏิวัตินั้น  หญิงเป็นจำนวนมากได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ในกองทัพเช่นเดียวกับขบวนการย้ายที่มั่นมาราธอน (The  Long  March) ของเมาเซตุงจากมณเฑียรเกียงซีไปยังเมืองเอี๋ยนอัน  ในปี ๑๙๓๔ – ๑๙๓๖ และเมื่อมีการล่วงละเมิดทางเพศมากขึ้น  ผู้นำได้ขจัดปัญหานี้ด้วยการแบ่งค่ายของหญิงออกต่างหาก  ภายใต้การบังคับของทหารหญิง  เมื่อพวกกบฏครอบครอง     นานกิงแล้ว  สุภาพสตรีได้รับสิทธิเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โดยให้เข้าทำการสอบไล่ทั่วไปของจีนได้  และ    ผู้มีความสามารถสอบได้  ก็ให้รับตำแหน่งในหน้าที่เลขานุการ  การปฏิบัติของสุภาพสตรีในการหุ้มห่อให้เท้าเล็กและยาวเพียง ๓ นิ้วก็ดี  อาชีพหญิงโสเภณีในสมัยแมนจูก็ดี  ได้ถูกประกาศห้ามเด็ดขาด  แม้ว่าการปฏิรูปเหล่านี้จะได้ปฏิบัติในระยะเวลาสั้นและไม่ทั่วถึง  แม้ในสังคมที่อยู่ในความครอบครองของพวกกบฏไถ้ผิงก็ตาม  อุดมการณ์สมัยใหม่ก็ได้ปรากฏในสังคมจีนเมื่อสมัย ๑๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว
                                สำหรับปัญหาการสูบฝิ่นนั้น  รัฐบาลไถ้ผิงได้ห้ามปรามอย่างเด็ดขาด  ผู้สูบฝิ่นและสูบบุหรี่        มีโทษถึงประหารชีวิต  จึงถือได้ว่ารัฐบาลไถ้ผิงได้เป็นห่วงเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนี้อย่างมาก
                               

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น