วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ก๊กมินตั๋งและรัฐบาล

                จากปีเจียงไคเช็คสามารถรวบรวมประเทศจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  จนกระทั่งการเริ่มต้นสงครามจีน – ญี่ปุ่น (๑๙๒๘ – ๒๙๓๗ )  นั้น  แม้การแตกแยกภายในดังจะได้กล่าวไปบทต่อไปนั้นยังคงดำเนินต่อไป  แต่ก๊กมินตั๋งก็ได้ตัดสินเปลี่ยนโฉมหน้าของการปฏิวัติจากเผด็จการโดยทหาร  มาเป็นการปกครองโดยพรรคการเมือง (poltical tutelage) อันเป็นตอนที่ 2  ของการปฏิวัติหลัดสูตร 3 ชั้นของซุนยัดเซ็น  ภายหลังชัยชนะ เจียงได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพก๊กมินตั๋งพร้อมด้วยตำแหน่งของสภาการทหาร  แต่ยังเกาะตำแหน่งฐานะผู้นำของพรรคอย่างเหนียวแน่น  เมืองหลวงได้ย้ายจากปักกิ่งมาตั้งอยู่นานกิง  ในเดือนมิถุนายน ๑๙๒๙  ศพของตำแหน่งสาธารณรัฐจีนได้รับอัญเชิญจากปักกิ่งมาเก็บรักษาไว้ในสุสานที่สร้างไว้อย่างวิจิตรพิสดาร ณ กรุงนานกิง  สถานที่อันเป็นที่เริ่มศักราชของการปกครองโดยพรรคการเมือง
                รัฐบาลพิสดารโดยแบ่งผู้ใช้อำนาจอธิปไตยออกเป็น 5 สาขา  และนำโดยพรรคการเมืองตามคำสอนของซุนยัดเซ็นหรือคัมภีร์ก๊กมินตั๋งนั้น  รัฐบาลที่จัดตั้งใหม่ในปี ๑๙๔๘  โดยยึดถือหลักของรัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้ในวันที่ ๒๕  ธันวาคม  ๑๙๔๖ นั้น  ได้ก้าวไปอีกชั้นหนึ่งอันเป็นการยกเลิกการปกครองโดยพรรคการเมือง   และเปลี่ยนไปเป็นขั้นสุดท้ายของการปฏิวัติ  นั่นคือรัฐบาลในระบอบรัฐธรรมนูญ  การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ความจริงเป็นการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกเพื่อให้เป็นไปตามทฤษฎีที่ซุนยัดเซ็นวางไว้เท่านั้น  ในการปฏิวัติไม่ว่าจะเป็นระยะเผด็จการโดยทหาร ระยะปกครองโดยพรรคการเมือง หรือระยะการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ  ฝ่ายทหารโดยการนำของเจียรไคเช็คยังคงใช้อำนาจเผด็จการเสมอมา
                การที่จะเข้าใจระบอบการปกครองของจีนภายใต้การนำของก๊กมินตั๋งได้ดีนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พิจารณาถึงคำสอนของซุนยัดเซ็น  ซึ่งถือกันว่าเป็นคัมภีร์ของพรรคและองค์การบริหารของพรรค  ซึ่งซุนยัดเซ็นได้วางรากฐานไว้เสียก่อน

กบฏไถ้ผิง

                กบฏไถ้ผิงถือได้ว่าเป็นต้นตระกูลของการปฏิวัติในสมัยหลัง ๆ และมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับการปฏิวัติเพื่อสถาปนาสาธารณรับประชาชนจีนเป็นอย่างมาก  โดยที่พฤติกรรมทั้งสองเป็นการแสดงออกเพื่อรับภัยพิบัติในทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศจีนประการหนึ่ง  ทั้งสองเป็นผลเกิดจากการรุกรานจากภายนอก  กล่าวคือ การรุกรานจากชาวตะวันตกนำโดยประเทศอังกฤษในกรณีกบฏไถ้ผิง  และการรุกรานจากญี่ปุ่นในกรณีการปฏิวัติเพื่อจัดตั้งระบบคอมมิวนิสต์อีกประการหนึ่ง  และทั้งสองพฤติกรรมได้ก่อขึ้นโดยผู้นำเข้าที่เข้มแข็ง  โดยรับเอาอุดมการณ์ต่างด้าวมาใช้  และปฏิเสธขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลอย่างสิ้นเชิง  อุดมการณ์นั้น ๆ ก็คือศาสนาคริสต์และลัทธิมาร์กซ์
                                นักประวัติศาสตร์ส่วนมากกล่าวหาผู้นำกบฏไถ้ผิงว่าเป็นคนบ้าบิ่น  และเป็นสัตว์กระหายเลือด  โดยให้ชื่อพวกกบฏนี้ว่า “แก๊งโจรผมยาว” (“Long – Haired Bandits”) หนึ่งศตวรรษหลังจากการปฏิวัติได้ล้มเหลวลง  เขากลับได้รับการยกย่องจากนักชาตินิยมชาวจีนว่าเป็นผู้รักชาติ  และได้รับการยกย่องจากจีนคอมมิวนิสต์ว่าเป็นหน่วยแนวหน้าของลัทธิสังคมนิยม  ปรากฏว่าในต้นปี ๑๙๓๐ ได้มีการค้นพบเอกสารสำคัญของพวกกบฏไถ้ผิงเป็นอันมาก  ภายหลังที่จีนคอมมิวนิสต์ได้ปกครองประเทศจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่แล้ว  เหตุการณ์กบฏไถ้ผิงได้รับการพิจารณาว่าเป็นขั้นทดลองของระบอบสังคมนิยม  ผู้นำของกบฏไถ้ผิงได้รับยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้ซึ่งรักประชาชนโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว  ในทางตรงกันข้าม แม่ทัพผู้ปราบกบฏไถ้ผิง  เช่น  เจิงกว๋อฟัน  ซึ่งแต่เดิมถือกันเป็นวีรบุรุษนั้น  กลับถูกลดฐานะเป็นผู้ทรยศต่อประชาชนและเป็นผู้นำของพวก    ถอยหลังเข้าคลอง  ดังนั้นกบฏไถ้ผิงจึงมีความสำคัญในทางการเมืองของจีนอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
                                ขบวนการกบฏไถ้ผิงนำโดยชนจีนแคะชื่อ หุงซิ่วฉวน  หุงซิ่วฉวนเกิดในปี ๑๘๑๔ เขาได้เริ่มศึกษาตำราขงจื๊อ  โดยมีความมุ่งหวังที่จะเข้ารับราชการ  แม้จะปรากฏตามหลักฐานว่า เขาเป็นเด็กที่มีความฉลาดมาก  แต่ก็ได้ผิดหวังจากการสอบแข่งขันในส่วนจังหวัดเมื่อเขามีอายุ ๑๖ ปี  ในระหว่างปี ๑๘๓๐ – ๑๙๔๓ เขาได้ตั้งตัวเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนตามหมู่บ้านโดยยังไม่ได้ละทิ้งความตั้งใจเดิมที่จะยึดถือตำแหน่งข้าราชการเป็นอาชีพ  ผู้ที่สอบตกจากการสอบไล่ทั่วไปในจังหวัดอาจมีสิทธิเข้าสอบในภาคได้  หุงซิ่วฉวนได้เตรียมตัวเข้าสอบไล่ในภาคอีก ๓ ครั้ง  คือ ปี ๑๘๓๔  ๑๘๓๗ และ ๑๘๔๓  แต่ก็ได้รับการผิดหวังทุกครั้ง  เมื่อเขาผิดหวังในการสอบปี ๑๘๓๗ นั้น ก็ได้ล้มเจ็บอย่างหนัก  ตามเรื่องกล่าวว่า ในขณะที่เขาเจ็บหนักอยู่นั้น เขาได้มองเห็น     ภาพหลอนของพระผู้เป็นเจ้า  ความรู้เรื่องศาสนาคริสต์ซึ่งเขาได้สนใจเรียนรู้มาจากหมอสอนศาสนานิกาย         โปรเตสแต้นท์  เมื่อเขามีอายุประมาณ ๒๐ ปีนั้น  เป็นแนวทางชักนำให้เขาวาดภาพศาสนาคริสต์ในจินตนาการของเขาขึ้น  โดยดัดแปลงศาสนาคริสต์เป็นศาสนาคริสต์องค์ ๓ (Christian  Trinity) ได้แก่  องค์ศาสดาหรือเจ้าพ่อ  เจ้าพี่เอื้อย  และเจ้าพี่จ้อย
                                ตามคำสอนของเขาซึ่งได้เริ่มเผยแพร่อยู่แถบมณฑลกวางตุ้ง ตั้งแต่ปี ๑๘๔๔ ภายหลังที่เขาต้องถูกออกจากอาชีพครูเพราะแสดงความไม่เคารพต่อสถานที่บูชาขงจื๊อ  เขาได้รับมอบเจตนารมณ์จากพระเจ้า       ให้เป็นผู้ครองแผ่นดินแทนราชวงศ์แมนจู  ในขณะเดียวกัน เฝิงหยุนซัน ได้รวบรวมสาวกของหุงซิ่วฉวนจัดตั้งสมาคมศาสนาคริสต์ขึ้น  โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลกวางสี และในปี ๑๘๔๗  หุงเข้าเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้นำของสมาคมศาสนากึ่งการเมือง  ซึ่งมีสมาชิกอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ คน
                                สมาชิกของสมาคมนี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว  สมาชิกส่วนมากมาจากกสิกรชาวแคะผู้ยากจนและกรรมกรชาวเผ่าแม้ว  นอกจากนั้นยังมีกลุ่มนักศึกษาผู้มีหัวคิดรุนแรง  นักรบ  รวมตลอดถึงพ่อค้าและชนชั้นผู้ดีทั้งหลายซึ่งมีความไม่พอใจในรัฐบาล  เนื่องจากการรวมตัวกันแบบนี้เต็มไปด้วยนักฉวยโอกาสต่าง ๆ  การแบ่งพรรคแบ่งพวกและแย่งชิงกันเป็นใหญ่ในสมาคมก่อให้เกิดการแตกแยกนั้นมีอยู่เสมอ  หุงซิ่วฉวนเป็นคนมีความสามารถรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นอันเดียวกันได้  ไม่นานกิ่งก้านสาขาของสมาคมนี้ก็ได้แตกแยกไปในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตะวันออกของมณฑลกวางสี  นอกจากนั้นสมาคมลับเป็นจำนวนมากได้ให้ความสนับสนุน  สมาคมนี้ผิดกับสมาคมลับในข้อที่ว่า  สมาคมนี้ได้มีนโยบายแจ่มแจ้งแล้วว่า ต้องการจะจัดตั้งราชบัลลังก์ขึ้นใหม่ตามอุดมการณ์ของหุงซิ่วฉวน  นอกจากนั้นกิจการของสมาคมลับที่หวังการกลับคืนอำนาจของราชวงศ์หมิงนั้น  เป็นสิ่งที่ไร้ความหมายในสายตาของหุงซึ่งเป็นคนนอกรีตไปเสียแล้ว  ในปี ๑๘๕๐ ปรากฏว่าสมาคมนี้มีผู้สนับสนุนถึง ๓๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้มีอยู่ไม่น้อยที่ได้เริ่มก่อความไม่สงบอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ
                                ในปี ๑๘๕๐ รัฐบาลได้ประกาศกล่าวหาสมาคม  โดยให้ชื่อว่าเป็นสมาคมก่อกวนความสงบ  และเมื่อรัฐบาลเริ่มลงมือปราบปราม  หุงพร้อมด้วยสมัครพรรคพวกรวม ๑๐,๐๐๐ คน ก็ได้ตั้งตนเป็นกบฏอย่างเปิดเผย  โดยเข้าทำลายกำลังของรัฐบาลในมณฑลกวางสี  และในวันที่ ๒๕ กันยายน ๑๘๕๑ หลังจากได้            ยึดครองหยุ่งอันแล้ว  สมาคมก็ได้สถาปนาชื่อประเทศใหม่ขึ้น เรียกว่า ไถ้ผิงเทียนกว๋อ (รัฐสันติวิมาน) แม้ว่ากำลังทหารฝ่ายรัฐบาลจะมีเหนือกว่า ก็ไม่สามารถปราบปรามพวกกบฏได้
                                ในระหว่างปี ๑๘๕๐ – ๑๘๕๓  ฝ่ายกบฏได้ชัยชนะในการสงครามตลอดมา  กำลังได้เคลื่อนจากมณฑลกวางสีเข้ายึดได้หูหนัน  หูเป่ย  ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแยงซี  และในที่สุดยึดได้นานกิง  หุงได้เปลี่ยนชื่อนานกิงเป็นเทียนจิง (วิมานนคร) แม้ว่ากำลังฝ่ายรัฐบาลจวนจะถึงซึ่งความพินาศ  แต่ว่ากำลังฝ่ายกบฏก็เริ่มอ่อนแอลงด้วยความแตกแยกกันระหว่างแม่ทัพนายกอง  และหุงซิ่วฉวนเองก็พอใจในความสุขจากสนมกำนัลในราชสำนัก  ถ้าหากฝ่ายกบฏได้ใช้ความพยายามเพิ่มขึ้น  ก็อาจจะยึดประเทศจีนได้ทั้งหมด  เพราะว่าในขณะนั้นทางเหนือก็เกิดโจรกรรมชุกชุม  และชาวมอสเลมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็กำลังจะก่อหวอดทำการกบฏเช่นกัน  แทนที่จะเคลื่อนทัพอันเกรียงไกรต่อไปอีก  แต่ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในช่วง ๑๐ ปี นับตั้งแต่ปี ๑๘๕๓       เป็นต้นไป  นานกิงก็อยู่ในฐานะตั้งรับ  และในปี ๑๘๖๔ ทหารที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์แมนจูก็สามารถยึดจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ๆ ได้  หุงเองต้องฆ่าตัวตาย  กบฏก็ราบคาบลง
                                อุดมการณ์และการปฏิบัติของกบฏไถ้ผิง  ภายหลังจากการยึดครองนานกิงได้แล้ว  รัฐบาลกบฏไถ้ผิงเริ่มวางโครงการปฏิรูปการเกษตร  แต่เนื่องจากขบวนการกบฏไถ้ผิงครองอำนาจอยู่ได้ไม่นาน  โครงการที่ตั้งไว้จึงมิได้นำไปปฏิบัติ อย่างจริงจังแต่อย่างใด  ตามเอกสารโครงการปฏิรูปที่ดินนั้น  มีระบบคล้ายกับระบบบ่อนาที่เชื่อกันว่าใช้กันอยู่ในสมัยราชวงศ์ซังและโจว  และมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบการจัดสรรที่ดินในลัทธิคอมมิวนิสต์มาก
                                ระบบการจัดสรรที่ดินตามโครงการของรัฐบาลกบฏไถ้ผิง  กล่าวโดยย่อก็คือ ให้ถือว่าที่ดินและผลิตผลทั้งหมดเป็นของรัฐ  รัฐมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของเด็ก  คนชรา  ผู้อ่อนแอ  และบุคคลทุพพลภาพ  รัฐรับหน้าที่รักษาพยาบาลผู้ได้รับความเจ็บป่วยตามหลักประกันสังคมสมัยใหม่  รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการแต่งงานและการทำศพของประชาชน  บุคคลทั้งชายและหญิงผู้อยู่ในระหว่างอายุ ๑๖ ปี ๕๐ ปี จะได้รับส่วนแบ่งในที่ดินเท่ากัน  เพื่อใช้ในการเพาะปลูก  และให้ประชาชนถือธัญญาหารได้เฉพาะที่จำเป็นแก่การครองชีพเท่านั้น
                                ที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกให้แบ่งออกเป็น ๙ ระดับตามคุณภาพของเนื้อที่ ให้ทุกคนได้รับ      ส่วนแบ่งในที่ดินดีเลวในอัตราเท่าเทียมกัน  นอกจากที่ดินเพื่อใช้ในการเพาะปลูกแล้ว  ราษฎรยังจะต้องทำอุตสาหกรรมครอบครัว  และเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นการเพิ่มผลิตผล  ผลิตผลที่ได้จาการการนี้ให้ตกเป็นของชุมชน  คล้ายกับระบอบคอมมูนในสมัยหลังของจีนคอมมิวนิสต์  หุงให้อรรถาธิบายแผลงมาจากศาสนาคริสต์ว่า  ทุกคนภายใต้สวรรค์เป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน  ภายใต้ความโอบอ้อมอารีและการนำขององค์พระศาสดาเบื้องบนสวรรค์  และกษัตริย์แห่งพื้นพิภพ ณ เมืองนานกิง  ให้ทุกคนละทิ้งจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและทำงานในที่ดินสาธารณะเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างร่วมทุกร่วมสุขด้วยกัน
                                แม้ว่าโครงการจะได้วางไว้อย่างละเอียดสักปานใด  ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างที่ขีดเขียนไว้            บนแผ่นกระดาษ  จากการค้นคว้าเร็ว ๆ นี้  ปรากฏว่าโครงการนี้ได้นำไปใช้ในชั่วระยะเวลาสั้น  และในผืนแผ่นดินไม่กี่หย่อม  เฉพาะพื้นที่ที่มีการนำเอาโครงการนั้นไปใช้ปฏิบัติก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ตามโครงการที่เขียนไว้  แต่แก้ไขอนุโลมไปตามความจำเป็นในเมื่อโครงการนี้ไม่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประชาชน      จากหลักฐานของนักสังเกตการณ์บางคนกล่าวว่า  ระบบคอมมิวนิสต์ได้ใช้ปฏิบัติในเขตนานกิงภายหลังจากพวกกบฏไถ้ผิงได้ครอบครองนานกิงแล้ว
                                ข้อที่น่าสังเกตคือเรื่องสิทธิของสุภาพสตรี  นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน ที่รัฐบาลไถ้ผิงได้ประกาศให้สตรีมีสิทธิเท่าเทียมกับบุรุษ  ในระหว่างทำการปฏิวัตินั้น  หญิงเป็นจำนวนมากได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ในกองทัพเช่นเดียวกับขบวนการย้ายที่มั่นมาราธอน (The  Long  March) ของเมาเซตุงจากมณเฑียรเกียงซีไปยังเมืองเอี๋ยนอัน  ในปี ๑๙๓๔ – ๑๙๓๖ และเมื่อมีการล่วงละเมิดทางเพศมากขึ้น  ผู้นำได้ขจัดปัญหานี้ด้วยการแบ่งค่ายของหญิงออกต่างหาก  ภายใต้การบังคับของทหารหญิง  เมื่อพวกกบฏครอบครอง     นานกิงแล้ว  สุภาพสตรีได้รับสิทธิเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โดยให้เข้าทำการสอบไล่ทั่วไปของจีนได้  และ    ผู้มีความสามารถสอบได้  ก็ให้รับตำแหน่งในหน้าที่เลขานุการ  การปฏิบัติของสุภาพสตรีในการหุ้มห่อให้เท้าเล็กและยาวเพียง ๓ นิ้วก็ดี  อาชีพหญิงโสเภณีในสมัยแมนจูก็ดี  ได้ถูกประกาศห้ามเด็ดขาด  แม้ว่าการปฏิรูปเหล่านี้จะได้ปฏิบัติในระยะเวลาสั้นและไม่ทั่วถึง  แม้ในสังคมที่อยู่ในความครอบครองของพวกกบฏไถ้ผิงก็ตาม  อุดมการณ์สมัยใหม่ก็ได้ปรากฏในสังคมจีนเมื่อสมัย ๑๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว
                                สำหรับปัญหาการสูบฝิ่นนั้น  รัฐบาลไถ้ผิงได้ห้ามปรามอย่างเด็ดขาด  ผู้สูบฝิ่นและสูบบุหรี่        มีโทษถึงประหารชีวิต  จึงถือได้ว่ารัฐบาลไถ้ผิงได้เป็นห่วงเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนี้อย่างมาก
                               

การขยายตัวของญี่ปุ่น

                                อิทธิพลของจีนมีอยู่เหนือญี่ปุ่นเป็นเวลา ๒,๐๐๐ ปีเศษ นับตั้งแต่ญี่ปุ่นก่อร่างสร้างตัวเป็นต้นมา  ครั้นถึงปลายศตวรรษที่ ๑๙ “ลมตะวันออกก็เริ่มพัดเข้าสู่ผืนแผ่นดินใหญ่”  ประเทศจีนก็ตกเป็นเหยื่อของการรุกรานของประเทศญี่ปุ่นอีกประเทศหนึ่ง  ครั้งแรกญี่ปุ่นขยายอาณานิคมของตน  โดยแยกหมู่เกาะริวกิวและเกาหลีออกจากอิทธิพลของจีน  ตั้งแต่ราชวงศ์แมนจูขึ้นมามีอำนาจ  ประเทศจีนมิได้มีการติดต่อกับประเทศญี่ปุ่นเป็นทางการมาจนกระทั่งปี ๑๘๗๑  ในปีนั้น หลี่หูงจัง ได้ยอมตกลงทำสนธิสัญญาการค้ากับญี่ปุ่นในฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย  แต่ก่อนมีการให้สัตยาบันในสนธิสัญญา  เหตุการณ์ในริวกิวก็ได้เกิดขึ้น  หมู่เกาะริวกิวนั้นทั้งจีนและญี่ปุ่นก็อ้างว่าเป็นดินแดนของตน  ความจริงเจ้าครองหมู่เกาะริวกิวเริ่มส่งส่วยให้แก่จักรพรรดิจีน  ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๔ ต่อมาญี่ปุ่นขยายอิทธิพลของตนเข้าไปในดินแดนริวกิวเพิ่มขึ้นตามลำดับ  จนในศตวรรษที่ ๑๗ เจ้าเมืองหรือ ไดเมียว แห่งซัตสุมา  ได้รับมอบอำนาจเป็นทางการให้ทำการปกครองดินแดนในหมู่เกาะริวกิวด้วย  ภายหลังการทำสนธิสัญญาการค้ากับจีนในปี ๑๘๗๑  ชาวหมู่เกาะริวกิวเกิดเรือแตกใกล้ฝั่งไต้หวัน  และชาวเรือ ๕๔ คน ในจำนวน ๖๖ คน ได้ถูกชาวพื้นเมืองเกาะไต้หวันฆ่าตาย        เมื่อซาเอนจิมาตาเนโอมิ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อทำพิธี        ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาการค้า  เขาได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากรัฐบาลจีน        แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธความรับผิดชอบในการกระทำของชาวพื้นเมือง  ญี่ปุ่นจึงได้ส่งกองทัพเรือเข้ายึดเกาะไต้หวัน  ในที่สุดอังกฤษได้เสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย  และผลก็คือจีนยอมรับให้ญี่ปุ่นมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนหมู่เกาะริวกิว  ในปี ๑๘๗๙ หมู่เกาะริวกิวได้จัดการบริหารเป็นหน่วยหนึ่งของเขตจังหวัดโอกินาวา  เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของการขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น  และก็นับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการบ่ายโฉมหน้าในทางการเมืองของญี่ปุ่น  จะเห็นว่าภายในประเทศญี่ปุ่นยังเต็มไปด้วยควันจากการรุกรานของชาวตะวันตก  และยังถูกผูกมัดด้วยสิทธิสภาพนอกอาณาเขต  ตลอดจนสิทธิการเก็บภาษีซึ่งยังถูกจำกัดนั้น  ก็สามารถตีตนเสมอชาวตะวันตก  เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศจีนเช่นเดียวกัน

การค้นหาเส้นทางสายใหม่ (กบฏ  ปฏิรูป  และการปฏิวัติ)
                                เกียรติคุณของประเทศจีนได้ถูกทำลายลงโดยมหาอำนาจตะวันตกนำโดยอังกฤษ  ความไร้สมรรถภาพและความเป็นผู้เกกมะเหรกไม่เป็นระเบียบของเหล่าทหารราชวงศ์แมนจู  ได้เบนบ่ายความแค้นเคืองของประชาชน  จากการรุกรานของประเทศตะวันตกมาสู่ราชบัลลังก์แมนจู  ปี ๑๘๔๐ – ๑๘๕๐ นับว่าเป็นกลียุคในสังคมจีน  ประชาชนนอกจากจะได้รับการทอดทิ้งจากรัฐบาลและได้ยินได้ฟังการทุจริตในวงการรัฐบาลแล้ว  ยังต้องประสบกับความล้มเหลวในการเพาะปลูก  การขูดรีดจากราชาที่ดิน  และภาษีแบบรีดนาทาเร้น  ฉะนั้นผลก็เป็นที่ประจักษ์ว่าในระหว่าง ๑๐ ปีนี้  ไม่มีปีใดที่ประชาชนทำมาหากินอย่างสงบได้  กบฏและการปล้นสะดมกลายเป็นของธรรมดา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนภูมิภาคทางด้านตะวันตกเฉียงใต้  กบฏที่สำคัญที่สุดได้แก่กบฏไถ้ผิง (ไต้เผ็ง)

การคุกคามของรัสเซีย

                                ประเทศเพื่อนบ้านของจีนอีก ๒ ประเทศ ที่มีส่วนในการทำลายอิทธิพลของจีนในเอเชีย  คือ  รุสเซียและญี่ปุ่น  สำหรับรุสเซียนั้นได้แผ่ขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก กลืนดินแดนผืนเล็กผืนน้อยไปจนกระทั่งจดทะเล  รุสเซียได้ขยายอาณาเขตของตนมาปะทะกับจีนและหยุดชะงักด้วยสนธิสัญญา เนอร์ชิ่ง (Nerchinsk, 1689)  กระนั้นก็ดีรัฐบาลแมนจูก็ปล่อยให้ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำมังกรดำ (หรือแม่น้ำอามูร์) เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐ  และมิได้บุกเบิกออกมาเพื่อเตรียมต้อนรับภัยคุกคามจากรุสเซีย  ในปี ๑๘๔๗ รัฐบาลแห่งพระเจ้าซาร์มีความกระหายในการได้ดินแดนแถบนี้ของจีน  โดยการขยายอิทธิพลในการปกครองคืบหน้าล่วงล้ำเข้าไปในเขตของจีนตามสนธิสัญญาเนอร์ชิ่ง  พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่หนึ่ง ได้แต่งตั้งให้เคาท์ มูราเวียบ เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำไซบีเรียตะวันออกโดยได้รับมอบหมายอำนาจพิเศษให้ทำการสำรวจดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำมังกรดำ  รุสเซียมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการได้เมืองท่าออกทะเลทางตะวันออก  ประจวบกับจีนกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งภยันตรายอันเป็นผลจากการค้ากับชาวตะวันตก ในปี ๑๘๔๘ มูราเวียบได้ส่งกองทหารล่วงล้ำเขตแดนตามสนธิสัญญาเนอร์ชิ่งไปจนถึงแม่น้ำมังกรดำ ในปี ๑๘๕๓  ได้กลืนหมู่เกาะแซคาลินเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรุสเซีย  รัฐบาลจีนมิได้สนใจในการล่วงล้ำดินแดนของรุสเซียแต่อย่างใด  ทั้งนี้เพราะต้องกังวลกับการคุกคามของชาวตะวันตก  และในขณะเดียวกันต้องเคลื่อนทหารเพื่อทำการปราบปรามกบฏไถ้ผิง (ไต้เผ็ง)  ในปี ๑๘๕๕  มูราเวียบเริ่มประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าดินแดนทั้งหมดทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำมังกรดำเป็นของรุสเซีย  ในปี ๑๘๕๘  มูราเวียบสามารถบังคับให้จีนทำสนธิสัญญาไอกุน (Treaty  of  Aigun)  ซึ่งตามสนธิสัญญานี้  รุสเซียไม่เพียงแต่จะได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำมังกรดำเท่านั้น  แต่ยังได้สิทธิปกครองเหนือดินแดนชายทะเลตั้งแต่แม่น้ำยูสซูรี่ (Ussuri  River) จนกระทั้งจดทะเลญี่ปุ่นด้วย
                                ในขณะเดียวกัน  พระเจ้าซาร์ได้ส่งทูต พลเรือเอก ปูเตียติน (Admiral  Putiatin) มาประจำอยู่    กรุงปักกิ่ง  เพื่อสดับตรับฟังความเคลื่อนไหวในจีน  และเรียกร้องผลประโยชน์ให้ทัดเทียมกับอังกฤษในกรณีที่อังกฤษได้สิทธิเพิ่มขึ้น  นอกจากนั้นรุสเซียยังต้องการตกลงปัญหาดินแดนแถบแม่น้ำมังกรดำ  รุสเซียได้เข้าร่วมเป็นคู่สนธิสัญญาเทียบสิน  แต่ปูเตียตินไม่สามารถตกลงปัญหาชายแดนกับจีนได้  ในกลางปี ๑๘๕๙  รุสเซียส่งนายพลอกนาเทียบ (General  Ignatiev) มายังกรุงปักกิ่งเพื่อแลกเปลี่ยนเอกสารสนธิสัญญาเทียนสิน  และเจรจาปัญหาดินแดนชายทะเลต่อ  โชคเป็นของอิกนาเทียบ  เมื่ออังกฤษได้ส่งกองทหารเข้ายึดกรุงปักกิ่งในปี ๑๘๖๐  อิกนาเทียบตั้งตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย  และได้ค่าตอบแทน คือ ดินแดน ๓๕๐,๐๐๐ ตารางไมล์เปลี่ยนมาอยู่ใต้ร่มธงของรุสเซีย  ต่อแต่นั้นไปรุสเซียเปลี่ยนทิศทางความสนใจมาอยู่แถบดินแดนเอเชียตอนกลางของจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซินเกียง  เริ่มตั้งแต่ปี ๑๘๕๑  รุสเซียได้สิทธิในทางการค้าที่เมืองดุลดยุ (อีลี) และตาบากาไตตามข้อตกลงดุลดยะ  การที่รุสเซียได้แผ่ขยายอิทธิพลของตนไปในดินแดนตอนกลางของเอเชียนี้  ได้ก่อความตื่นตระหนกให้แก่อังกฤษเป็นอย่างยิ่ง  อังกฤษไดเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลจากอินเดียเข้าไปในทิเบต  ความกินแหนงแคลงใจระหว่างมหาอำนาจล่าอาณานิคมทั้ง ๒ ก็ได้ก่อความตึงเครียดยิ่งขึ้นตามลำดับ

การค้าและการลงทุน ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                              จีนกำลังคุกคาม หรือ เป็นตัวกระตุ้น หรือ เป็นอะไรกันแน่ ?
              การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีนทำให้เกิดการวิเคราะห์เรื่องบทบาทของจีนต่อ เศรษฐกิจของประเทศเอเชียอื่น ๆ และ ต่อโลกต่างๆ นานา  มีทั้งพวกที่มองในแง่ร้าย และ มองในแง่ดี พวกที่มองในแง่ ร้ายจะมองว่า จีนจะเป็นผู้คุกคามต่อประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการแย่งส่วนแบ่งตลาด, ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การมีงานทำ ไปจากประเทศเหล่านี้ และทำให้เกิดความปั่นป่วนในภูมิภาค บางคนก็วิเคราะห์ว่าเนื่องจากจีนมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ตายตัว การมุ่งสร้างเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวไปถึงจุดหนึ่ง จะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง และ การล่มสลายของระบบการปกครองและเศรษฐกิจของจีน 
                ความแตกต่าง พื้นฐานของนักวิเคราะห์ในทางบวก และ นักวิเคราะห์ในทางลบอยู่ที่ความเข้าใจในพลวัตการปฏิรูปของจีน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า จีนมีปัญหาใหญ่หลายประการ เช่น ระบบธนาคาร และรัฐวิสาหกิจที่ด้อยประสิทธิภาพ , ปัญหาการว่างงาน , คุณภาพประชากรและโครงสร้างพื้นฐาน , ปัญหาการพัฒนาที่ไม่สมดุล ระหว่างภาคต่าง ๆ ภาวะการต้องแข่งขัน กับประเทศอื่น หลังจากเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก ฯลฯ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่เราควรมองปัญหาและการคลี่คลายในลักษณะพลวัต การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และ ความพยายามแก้ปัญหาของรัฐบาลจีนยังคงดำเนินต่อไป  ไม่ได้หยุดนิ่ง ปล่อยให้ปัญหาเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การล่มสลาย  นักวิจารณ์ที่ มองในแง่ลบ  มองว่าทั้งปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐกิจและปัญหาความขุ่นมัว และ ฉ้อฉลของระบบการเมือง คือปัจจัยสำคัญ ที่จะนำจีนไปสู่ความล่มสลาย  และพวกเขาก็เฝ้ามองดูคำพูดและการกระทำของผู้นำจีน ว่าเป็นตัวกำหนดสำคัญที่ จะนำจีนไปสู่ความล่มสลายหรือไม่ แต่พวกเขาไม่ได้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งทางการเมืองสังคม และเศรษฐกิจ กำลังเปลี่ยนไป รวมทั้งอำนาจบริหารจากส่วนกลางด้วย การเปลี่ยนแปลงจากส่วนอื่น ๆ ในสังคมทั้งภายในจีนเอง และ ระบบเศรษฐกิจโลก จะเป็นตัวกำหนดให้ผู้นำจีนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องด้วย ไม่ใช่ว่าผู้นำจีนจะไม่เปลี่ยนท่าทีเลย
              ตั้งแต่ปี 1980 เศรษฐกิจสังคมจีนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล จากระบบเศรษฐกิจที่แทบไม่ใช้เงิน แต่ใช้คูปอง คะแนนการทำงาน ภูมิหลังทางการเมือง ขนาดและอิทธิพลของหน่วยงานมาเป็นตัวตัดสินใจ ว่าใครควรจะมีเงื่อนไขการดำรงชีวิตอย่างไร มาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้ระบบตลาดเป็นตัวตัดสิน จากระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลเคยเป็นคนตัดสินว่าประชาชนควรจะมีกิจกรรมทาง เศรษฐกิจอย่างไร และจะได้รับสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตได้อย่างไร  กลายมาเป็นกระบวนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่เริ่มในปี 1978 ที่ปลดปล่อยประชาชนส่วนใหญ่ให้เป็นอิสระจากรัฐบาลกลางเศรษฐกิจภาคเอกชนได้เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล โดยมีปัจเจกชนและหน่วยธุรกิจที่ครัวเรือนเป็นเจ้าของหลายร้อยล้านหน่วย กลายเป็นกระดูกสันหลังของการสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่มีประสิทธิภาพและร่ำรวยกว่าเก่า
              การเติบโตของ หน่วยธุรกิจภาคเอกชน เป็นส่วนที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ของจีน การที่หน่วยธุรกิจเอกชนมีรายได้และเงินออมมาก ช่วยพยุงให้ภาคธนาคารของรัฐที่อ่อนแอยังคงดำเนินต่อไปได้ รวมทั้งมีโอกาสที่จะปฏิรูปเช่นลดการให้สินเชื่อลงได้โดยไม่พังลงเสียก่อน ธุรกิจภาคเอกชนช่วยรองรับการจ้างงานใหม่และช่วยบรรเทาปัญหาการที่ภาค วิสาหกิจปฏิรูป ด้วยการปลดคนงานออกมาจำนวนมาก ภาคธนาคารเองก็ ได้มีโอกาสได้ขยายสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและชนชั้นกลางใหม่ โดยมีที่ดินค้ำประกัน ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ และทำกำไรให้ธนาคารมากกว่า การปล่อยสินเชื่อให้เฉพาะรัฐวิสาหกิจแบบเก่า การเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสของประเทศจีน แม้กระนั้นก็ตาม การเมืองก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรก เพราะเศรษฐกิจก็ต้องดำเนินไป ภายใต้กฎหมายและสถาบันต่าง ๆ เมื่อการปฏิรูปทางเศรษฐกิจเข้มข้นขึ้น ก็จะผลักดันให้สถาบันทางการเมือง ต้องปฏิรูปด้วย  แต่จะปฏิรูปได้อย่างราบรื่น หรือ มีความขัดแย้งที่รุนแรงหรือผันผวนในบางส่วนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามวิเคราะห์กันต่อไป แต่เราต้องมองว่า การเมืองก็เข้าใจความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน การมองว่า เศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วขณะที่การเมืองหยุดนิ่ง ซึ่งนำไปสู่การพังทลายนั้น จึงเป็นการมองแง่ร้าย อย่างไม่สมจริง  การมองว่าจีน เป็นผู้คุกคามทางเศรษฐกิจของประเทศเอเชียอื่น ๆ อย่างสุดโต่ง อาจเป็นการมองในแง่ร้ายเกินความจริง 
                ในทศวรรษ 1980  ก็มีผู้มองว่า การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเป็นการคุกคามประเทศเอเชียอื่น ๆ เช่นกัน หรือ ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ 4 เสือของเอเชียในทศวรรษที่แล้วก็เติบโตในอัตราสูงมาก แต่การเติบโตของ ญี่ปุ่น และ ประเทศ 4 เสือ คือ ฮ่องกง, ไต้หวัน , เกาหลี , สิงคโปร์ ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศเอเชียอื่น ๆ ล่มจมแต่อย่างใด ธนาคารเพื่อการลงทุนอย่าง โกลด์แมน แซคส์ วิเคราะห์ว่า  การมองว่าขนาดที่ใหญ่มากของจีน จะแย่งงานแย่งตลาดต่างประเทศไปหมดนั้น เป็นการมองที่มีจุดอ่อน เปรียบเทียบขนาดทางเศรษฐกิจแล้ว จีนยังไม่เป็นยักษ์ใหญ่ถึงขนาดนั้น แม้จีนจะมีประชากรถึง 20% ของประชากรโลก แต่ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีน คิดเป็นเพียง 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก และมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีน มีสัดส่วนเพียง 4% ของมูลค่าการค้าทั่วทั้งโลก การที่จีนยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียง 900 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ที่ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนา     อุตสาหกรรมหลายสิบเท่า ทำให้จีนยังห่างไกลต่อการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกมาก ผลิตภัณฑ์มวล รวมของจีน ยังอยู่ในราว 1 ใน 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของญี่ปุ่น และยังเล็กกว่าเยอรมันและอังกฤษ ด้วย แม้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีนจะสูงว่า GDP  ของจีนเอง  แต่ก็ยังมีมูลค่าต่ำกว่าการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และอยู่ในราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐและสหภาพยุโรปรวมกัน จริงอยู่ที่ว่า ทั้ง GDP และ การค้าระหว่างประเทศของจีนเจริญเติบโตในอัตราสูงกว่า ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม แต่พลังทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากมูลค่า GDP และการค้าเท่านั้น ต้องดูจากความเข็มแข็งทางการเงินการธนาคารด้วย ซึ่งจีนยังล้าหลัง ประเทศอื่นมากในเรื่องนี้ ขนาดของตลาดหลักทรัพย์ของจีนเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ถ้าเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น และเล็กกว่ายอดรวมของตลาดหลักทรัพย์ของประเทศเอเชียอื่น ๆ   ไม่ต้องเทียบกับตลาดยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐ และ ยุโรป มูลค่าการแลกเปลี่ยนเงินตราในแต่ละเดือน ของจีนก็เล็กมาก และเงิน หยวน ของจีน  ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีมากกว่าจะเป็นเงินระหว่างประเทศสกุลแข็งได้ (เพราะแม้ว่าเงินหยวนจะมีความเข้มแข็ง แต่ก็มีการควบคุม ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี เหมือน ดอลลาร์ , ยูโร , เยน ฯลฯ ) การที่จีนส่ง ออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ส่วนหนึ่งก็คือการลงทุนและการส่งออกของบริษัทข้ามชาติจากประเทศอื่น ทุนและสินค้าขั้นกลางจำนวนมากจากญี่ปุ่นและประเทศอื่น ถูกส่งไปเอเชียโดยเฉพาะประเทศ 4 เสือ ซึ่งส่งต่อชิ้นส่วนไปจีนและประเทศเอเชียอาคเนย์อื่นที่พัฒนาน้อยกว่า   เพื่อประกอบแล้วส่งออกไปสู่ตลาดปลายทางอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของการส่งออกของจีน  ประโยชน์ส่วนหนึ่งก็จะไปตกกับธุรกิจของประเทศในเอเชียอื่น ๆ ด้วยเราจะดูเฉพาะ ตัวเลขการส่งออกของประเทศต่าง ๆ คงไม่เพียงพอ ต้องดูว่าเป็นการลงทุนของใคร วัตถุดิบ , ชิ้นส่วนหรือสินค้าดั้งเดิมมาจากไหนด้วย

การค้าและการลงทุน ไทย – จีน

              การค้าระหว่าง ไทย – จีน  ในปี  2002 มีมูลค่า 8.5  พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพิ่มจากปีก่อนหน้านี้ 21.4%  โดยจีนเป็นฝ่ายสั่งเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกให้ไทย สำหรับไทย แล้ว จีนเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับที่ 4    สำหรับจีนไทยเป็นคู่ค้าใหญ่อับดับที่  14   ปลายปี 2002  โครงการต่าง ๆ ของ ไทยไปลงทุนในจีน มีผลผลิตคิดเป็นมูลค่า 2.5  พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  แต่การลงทุนจริง ๆ มี ราว 214  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กระทรวงต่างประเทศจีน)ในปี 2001  โครงการที่จีนยื่นขออนุมัติลงทุนในไทยผ่านการอนุมัติ 12 โครงการ  มูลค่า 8,690.4   ล้านบาท  (กระทรวงพาณิชย์ไทย) 


การต่อสู้ระหว่างหยวนซื่อไข่กับพวกนิยมสาธารณรัฐ

                                พวกนิยมระบอบสาธารณรัฐมุ่งหมายจะให้หยวนซื่อไข่ใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา  โดยดำเนินการปกครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่วางไว้  แต่หยวนเห็นว่า สถาบันและกฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องกีดขวางความเป็นอิสระของตน จึงไม่ใช้เป็นแนวทางบริหารประเทศ  หยวนอาศัยความสนับสนุนจากข้าราชการของรัฐบาลในอดีต  พวกนิยมการปฏิรูปสมัยการปฏิรูป ปี ๑๘๙๘ และพรรคพวกของเขาทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน  หยวนสามารถใช้อำนาจได้อย่างอิสระอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
                                คณะรัฐมนตรีชุดแรกของรัฐบาลในระบอบสาธารณรัฐนั้น  ไม่ได้เป็นเครื่องมือของประธานาธิบดีสมดังหยวนมุ่งหมาย  หยวนเลือกถัง เซ่าอี้ เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะเห็นว่าเป็นคนสนิทของตน  ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐยอมรับก็เพราะเห็นว่า ถัง เซ่าอี้  มีท่าทีแสดงความเห็นใจการปฏิวัติ  ซึ่งเห็นได้จากตอนที่เขาเป็นผู้แทนของรัฐบาลปักกิ่งในการเจรจารวมประเทศจีนก่อนหน้านั้น  ถังผู้เคยผ่านการศึกษาในสหรัฐอเมริกา    ไม่ยอมเป็นลูกมือของหยวนดังคณะทหารเป่ยหยาง  รัฐบาลถังต้องประสบปัญหาหลายประการ  ในที่สุดเขาต้องลาออกในเดือนมิถุนายน ๑๙๑๒  เพราะปัญหาการขัดแย้งกันในเรื่องเงินกู้จากต่างประเทศ  และการขัดแย้งกัน          ในการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารในเขตจังหวัดพระนคร  หยวนแต่งตั้งหลูเจิงเสียงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน  เมื่อรัฐสภาไม่ยอมให้ความไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง ๖ นาย ที่ตั้งขึ้นมาแทนรัฐมนตรีที่ลาออกไปตามถัง      หยวนแก้ปัญหาโดยการส่งรายนามรัฐมนตรี ๖ คน ให้สภาชั่วคราว  แล้วใช้กลเม็ดลายครามตามด้วยจดหมายของพรรคพวกขู่จะเอาชีวิตของสมาชิกรัฐสภา  และกุข่าวว่าจะใช้กำลังทหารเข้าบังคับ  รัฐสภาชั่วคราวต้องยอม     หลีกทางให้อำนาจ  แต่หลูอยู่ในตำแหน่งไม่นานก็ต้องมอบอำนาจในการบริหารงานให้แก เจ้าผิงจุน ปฏิบัติราชการแทนด้วยเหตุผลป่วย  ในสุดเดือนกันยายน เจ้าผิงจุนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน (เจ้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ผู้ซึ่งมีประวัติว่าไม่เคยเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีเลยในสมัยรัฐบาลถัง  โดยให้เหตุผลว่าเรื่องที่พิจารณาไม่เกี่ยวกับกระทรวงของตนนั้นทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นเลขาธิการ                       ของประธานาธิบดี)  ฐานะของหยวนมีความมั่นคง  เพราะว่าเขาสามารถบังคับฝ่ายทหารโดยผ่านคณะเสนาธิการทหาร กระทรวงทหารบกและกระทรวงทหารเรือซึ่งอยู่ในกำมือของนักการทหารตลอดมานั้นได้  นอกจากนั้นเขายังได้จัดตั้งสำนักบัญชาการทหารสูงสุดภายในสำนักงานของเขาอีกด้วย
                                หยวนมีข้อผูกพันตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภานิติบัญญัติในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๑๙๑๒  รัฐบาลได้ออกกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ  กฎหมายนี้กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก ๒ ประเภท คือ สมาชิกวุฒิสภา (ซันอี้หยวน)  มีจำนวน ๒๗๔ คน  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (จุ้งอี้หยวน)  มีจำนวน ๕๙๖ คน  ให้สมาชิกวุฒิสภาได้รับการคัดเลือกทางอ้อมโดยสภาจังหวัด  และให้อยู่ในตำแหน่งครั้งละ ๖ ปี  โดยที่ ๑/๓ ของสมาชิกผลัดกันออกทุก ๆ ๒ ปี ให้สมาชิกสภาผู้แทนได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎรตามหลักอัตราส่วน (Proportional  Representation) และให้สมาชิกอยู่ในตำแหน่งครั้งละ ๓ ปี
                                เพื่อเป็นการต้อนรับรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย  ซุนและพรรคพวกของเขา วางจิงวุ่ย  หูฮั่นหมิน  หวงซิง  และสุ้ง เจี้ยวเหยิน  ได้เปลี่ยนชื่อของสมาคมถุงเหมิงซึ่งเป็นสมาคมลับนั้นรวมกับพรรคการเมืองย่อย ๆ อีกหลายพรรค  แล้วขนานนามขึ้นเป็นพรรคการเมืองเรียกว่าก๊กมินตั๋ง (พรรคประชาชน) ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๑๙๑๒  ซุนและหวงซิงไม่มีลักษณะเหมือนกับโอกุมาและอีตางากิของญี่ปุ่น  ผู้นำในการต่อสู้     เพื่อหลักการประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภา  ซุนและหวงไม่ให้ความสนใจระบบรัฐสภา  แต่อุทิศชีวิตของตนไปในการเร่งรัดพัฒนาการศึกษาและการอุตสาหกรรม  โดยหวังจะถือเป็นรากฐานความมั่นคงของชาติสืบไป  ซุนเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการถไฟในกลางปี ๑๙๑๒  พร้อมด้วยมีอำนาจเต็มในหารกจัดระเบียบและแก้ไขระบบการรถไฟทั่วประเทศ  รวมทั้งอำนาจในการกู้เงินจากต่างประเทศ  เขาประกาศนโยบายออกมาว่าจะสร้าง         ทางรถไฟให้ยาวถึง ๒๐๐,๐๐๐ ไมล์ คนส่วนมากจึงพากันขนานนามให้ว่า “ซุนขี้โม้” (ซุนต้าเผ้า)  อย่างไรก็ตาม       เขามีความสุจริตในการที่จะปรับปรุงประเทศจีนให้ทันสมัยและคิดว่าการร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาประเทศหวงซิงปลดทหารภายใต้การบังคับบัญชาของเขาภายหลังที่รัฐบาลได้รวมไปอยู่ภายใต้การนำของหยวนแล้ว  ทั้งนี้เพราะเขามองเห็นว่ารัฐบาลแห่งชาติ  ธนาคารแห่งชาติจะไม่จ่ายเงินและให้กู้เงินสำหรับบำรุงกองทหารต่อไป  จึงปลดทหารโดยปราศจากการจ่ายเงินเดือนเพื่อแสดงความรักชาติและความจงรักภักดีต่อรัฐบาลสาธารณรัฐ  ต่อมาเขาได้รับตำแหน่งผู้ควบคุมการเหมืองแร่และ              การก่อสร้างทางรถไฟสายกวางตุ้ง – ฮั่นโข่ว  เหลือแต่สุ้ง  เจี้ยวเหยิน  ซึ่งยังมีความทะเยอทะยานที่จะแสวงหาอำนาจทางรัฐสภาเพื่อจำกัดอำนาจหยวนซื่อไข่
                                ชัยชนะในการเลือกตั้งของก๊กมินตั๋ง  พร่าชีวิตของสุ้งเจี้ยวเหยินในการเลือกตั้ง  เดือนธันวาคม ๑๙๑๒  ปรากฏว่าก๊กมินตั๋งได้รับเลือกตั้ง ๑๒๓ ที่นั่งในจำนวน ๒๗๔ ที่นั่งของวุฒิสภา และ ๒๖๙ ในจำนวน ๒๙๖ ของสมาชิกสภาผู้แทน  สุ้ง เจี้ยวเหยิน ผู้ซึ่งประกาศหาเสียงในที่ต่าง ๆ ว่า  ต้องการจะให้พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาควบคุมรัฐบาล ในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๑๙๑๓  เขาถูกฆาตกรรมที่สถานีรถไฟเมืองเซี่ยงไฮ้  ผลจากการสอบสวนปรากฏว่า ฆาตกรถูกว่าจ้างโดยนายกรัฐมนตรี เจ้าผิงจุน และมีส่วนพัวพันถึงประธานาธิบดีหยวนซื่อไข่ด้วย
                                การตายของสุ้ง  เจี้ยวเหยิน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและการป่าไม้  เพิ่มความดุเดือดของลูกพรรคก๊กมินตั๋งยิ่งขึ้น  รัฐสภาทำการคัดค้านหยวนในปัญหาการกู้เงินต่างประเทศอย่างหนักหน่วง
                                การขาดแคลนการเงินเป็นปัญหาหนักสำหรับการรักษาอำนาจของหยวน  รัฐบาลของเขาต้องแสวงหาเงินกู้จากต่างประเทศอยู่เนือง ๆ  เงินคงคลังไม่มีเหลือ  เงินภาษีที่เก็บได้ก็ลดน้อยลงตามลำดับ  รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐในการเก็บภาษีส่วนมากมาจากภาษีศุลกากรที่จัดเก็บโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรต่างประเทศ  นอกนั้นถูกจัดสรรไปบำรุงส่วนท้องถิ่น  หยวนเห็นไม่มีทางที่จะปฏิบัติตามภาระผูกพันที่มีต่อต่างประเทศ       และค่าใช้จ่ายในราชการบริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายในการทหาร  ซึ่งเขาต้องการเพิ่มเพื่อต้อนรับกับการปฏิวัติที่อาจจะเกิดขึ้นในระลอกใหม่  ภายหลังการเปิดเผยการฆาตกรรมสุ้ง เจี้ยวเหยินแล้ว
                                หลังจากที่ได้เงินกู้จากภาคีธนาคาร ในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๑๒ และได้รับเงินกู้ล่วงหน้าเป็น                   ส่วนหนึ่งแล้ว  หยวนปรารถนาที่จะกู้เงินจำนวนเพิ่มเติมโดยจะไม่อาศัยอำนาจรัฐสภา และในวันที่ ๒๖ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับการเปิดเผยกรณีฆาตกรรมสุ้ง  หยวนสามารถเซ็นสัญญากู้เงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนเงินถึง ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ ปอนด์
                                เจ้าหนี้เงินกู้ต่างพอใจในการให้เงินหยวน  ในเมื่อตนได้เข้ามีส่วนร่วมในการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของจีน  ญี่ปุ่น และรุสเซีย  ผู้ซึ่งต่อมาได้เข้าร่วมในภาคีธนาคารแล้วนั้นมีข้อเรียกร้องพิเศษ  ญี่ปุ่นตั้งเงื่อนไขในการให้กู้เงินว่า  จีนจะต้องไม่ทำประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียสิทธิพิเศษของญี่ปุ่นในแมนจูเรียและทิศตะวันออกของมองโกเลียใน  ส่วนรุสเซียตั้งข้อเรียกร้องว่า สิทธิของตนในแมนจูเรีย  มองโกเลีย  และจีนตะวันตกจะได้รับการคุ้มครอง  นอกจากนั้นให้รัฐบาลจีนเชิญชาวอังกฤษหนึ่งคนเป็นผู้ควบคุมภาษีเกลือและมีชาวเยอรมันคนหนึ่งเป็นผู้ช่วย  ในสำนักงานเงินกู้ต่างประเทศให้จ้างชาวรุสเซียหนึ่งคนเป็นผู้อำนวยการ  และให้มีชาวฝรั่งเศสและรุสเซียสัญชาติละหนึ่งคนเป็นที่ปรึกษา  ส่วนรัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าเงื่อนไขในการให้เงินกู้    เป็นการทำลายความเป็นเอกภาพในราชการบริหารของจีน  ประธานาธิบดี วูดโร  วิลสัน (Woodrow  Wilson)      จึงมีคำสั่งให้ธนาคารของสหรัฐถอนตัวออกจาภาคีธนาคาร  ถ้าหากไม่เกิดกรณีฆาตกรรมสุ้ง  หยวนก็คงไม่รับเงิน     ไปอย่างเสียเปรียบเช่นนั้น
                                หยวนต้องเผชิญกับรัฐสภาที่เลือกตั้งใหม่ในปัญหาเงินกู้  เมื่อสภาทั้ง ๒ ได้เปิดประชุมในวันที่ ๘ เมษายน ๑๙๑๓  ก็ตั้งข้อแย้งว่าเงินกู้นั้นมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพราะมิได้รับอนุมัติจากรัฐสภา  หยวนค้านว่า เงินกู้จากต่างประเทศนั้นได้รับอนุมัติจากรัฐสภาชั่วคราวแล้ว  ซึ่งก็เป็นความจริง  แต่หยวนได้มติมาด้วยวิธีการขู่และให้สินบนแก่สมาชิกสภาชั่วคราว  ภายหลังที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ตามพิธีการแล้ว  เสียงต่อต้านในรัฐสภาเป็นไปอย่างเผ็ดร้อนและการประชุมปราศจากความเป็นระเบียบ  วุฒิสภาได้มีมติ           ด้วยคะแนนเสียง ๑๐๗ ต่อ ๖๔ ว่า “การเซ็นสัญญาเงินกู้ของรัฐบาลโดยปราศจากการส่งข้อเสนอการกู้เงินไปให้รัฐสภาพิจารณาให้ความอนุมัตินั้น มิชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  ฉะนั้นให้ถือว่าสัญญากู้เงินนั้น        เป็นโมฆะ”  มติเช่นเดียวกันได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง ๒๒๓ ต่อ ๑๔๓  ซุนยัดเซ็นพยายามจะยับยั้งสัญญากู้เงินนี้โดยการส่งโทรเลขไปกรุงลอนดอน  เพื่อขอให้ใช้อิทธิพลชักจูงธนาคารของห้ามหาอำนาจยกเลิกสัญญากู้เงินครั้งนี้  แต่ไม่ได้ผล  ตรงกันข้ามในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ภาคีธนาคารให้เงินกู้แก่หยวนมากกว่าสัญญาเดิมเสียอีก